คลิปนี้พูดถึงอะไร

ตอน “นอนภาวนาไม่ใช่เรื่องล้อเล่น” ของอรุณสวัสดิ์ธรรมะ ตั้งคำถามว่าใครบอกว่าการปฏิบัติธรรมต้องนั่งหลังตรงเสมอไป แล้วชวนผู้ฟังที่เหนื่อยล้าจนไม่อยากทำอะไร ให้เปลี่ยนเตียงนอนเป็นที่ภาวนา โดยใช้ท่านอนตามหลักสีหไสยาสน์ ประคองสติในสิบนาทีสุดท้ายก่อนหลับ และพูดถึงอานิสงส์ 5 ประการของการนอนอย่างมีสติ

บทความนี้ไม่ได้ถอดเสียงคลิปคำต่อคำ แต่พาไปดูว่าแต่ละเรื่องที่คลิปพูดถึงมีที่มาในพระสูตรตรงไหน ใช้ถ้อยคำอย่างไร และนำไปทำจริงที่บ้านได้อย่างไร ส่วนคำอธิบายฉบับเต็มของผู้บรรยาย เปิดฟังได้จากคลิปที่ฝังไว้ด้านบน

สีหไสยาสน์: ท่านอนที่พระสูตรบรรยายไว้เอง

ภาพวาดคนนอนตะแคงขวาบนเตียง มีป้ายชี้สี่จุด คือ นอนตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ และตั้งใจว่าจะลุกขึ้น พร้อมภาพราชสีห์นอนตะแคงมุมบน
สีหไสยาสน์ตามที่พระสูตรบรรยาย: นอนข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ และทำความหมายในอันจะลุกขึ้นไว้ในใจ (ภาพวาดประกอบ) [1]

คำว่าสีหไสยาสน์ หรือสีหไสยา แปลว่า การนอนอย่างราชสีห์ พระสูตรหลายแห่งบรรยายไว้ด้วยถ้อยคำชุดเดียวกัน อปัณณกสูตรกล่าวถึงภิกษุผู้ประกอบความเพียรว่า ในยามกลางของคืน “ย่อมสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้นไว้ในใจ” [1] [7]

สังเกตว่าท่านอนในพระสูตรไม่ได้มีแค่เรื่องตะแคงขวา แต่มีองค์ประกอบสี่อย่างที่มาด้วยกันเสมอ คือ ท่าทางของกาย การวางเท้า สติสัมปชัญญะขณะกำลังหลับ และความตั้งใจว่าจะลุกขึ้นเมื่อถึงเวลา สองข้อหลังนี้คือส่วนที่ทำให้การนอนกลายเป็นการภาวนา ไม่ใช่แค่การพักผ่อน

  • นอนตะแคงข้างขวา ศีรษะหนุนหมอน
  • เท้าซ้ายวางเหลื่อมบนเท้าขวา ไม่ทับกันแน่น
  • รู้ตัวว่ากำลังนอน รู้ลมหายใจ รู้ความรู้สึกของกายที่ค่อย ๆ ผ่อนคลาย
  • ตั้งใจไว้ในใจว่าจะตื่นเมื่อถึงเวลาใด แล้วปล่อยให้หลับไปพร้อมกับความตั้งใจนั้น

[1]

คืนหนึ่งแบ่งเป็นสามยาม: นอนตอนไหน ตื่นตอนไหน

ภาพวาดครึ่งวงกลมแบ่งเป็นสามส่วน ปฐมยาม 18:00–22:00 จงกรมหรือนั่ง มัชฌิมยาม 22:00–02:00 นอนสีหไสยาสน์ และปัจฉิมยาม 02:00–06:00 ลุกขึ้น มีรูปคนเดิน คนนอน และคนนั่งอยู่ด้านล่าง
พระสูตรแบ่งคืนเป็นสามยาม นอนในยามกลาง และลุกขึ้นในยามสุดท้าย (เวลาโดยประมาณตามการแบ่งคืนออกเป็นสามส่วนเท่ากัน) (ภาพวาดประกอบ) [1]

อปัณณกสูตรไม่ได้พูดถึงการนอนลอย ๆ แต่พูดถึงทั้งคืน ตอนหัวค่ำ (ปฐมยาม) ภิกษุชำระจิตจากธรรมที่กั้นจิตด้วยการเดินจงกรมและการนั่ง ตอนกลางคืน (มัชฌิมยาม) จึงนอนสีหไสยา และตอนท้ายคืน (ปัจฉิมยาม) “ย่อมลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณิยธรรม ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่ง” [1]

สำหรับคนทำงาน ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบตารางของภิกษุทั้งหมด แต่หลักที่นำมาใช้ได้คือ การนอนมีจุดเริ่มที่ตั้งใจ และมีจุดสิ้นสุดที่ตั้งใจ ก่อนนอนมีช่วงสั้น ๆ ที่ทำใจให้สงบ และเมื่อตื่นก็ไม่นอนต่อแบบไร้จุดหมาย ความตั้งใจสองปลายนี้เองที่พระสูตรเรียกว่า ทำความหมายในอันจะลุกขึ้นไว้ในใจ

เทียบลำดับคืนในพระสูตรกับชีวิตคนทำงาน

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

เทียบลำดับคืนในพระสูตรกับชีวิตคนทำงาน
ช่วงเวลาในพระสูตรนำมาใช้ที่บ้าน
หัวค่ำจงกรม นั่ง ชำระจิตวางงาน วางมือถือ นั่งสงบหรือเดินช้า ๆ สักครู่
กลางคืนนอนสีหไสยา มีสติ ตั้งใจจะลุกตะแคงขวา รู้ลมหายใจจนหลับ ตั้งเวลาที่จะตื่นไว้ในใจ
ท้ายคืนลุกขึ้น จงกรม นั่งตื่นตามเวลา ไม่กดเลื่อนปลุกซ้ำ เริ่มวันด้วยสติสั้น ๆ

[1]

อานิสงส์ 5 ประการของผู้มีสติเมื่อนอนหลับ

ภาพวาดการ์ดห้าใบ หมายเลข 1 ถึง 5 เขียนว่า หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เทวดารักษา และกายไม่ถูกรบกวน พร้อมไอคอนพระจันทร์ พระอาทิตย์ เมฆ โล่ และใบไม้
อานิสงส์ 5 ประการตามมุฏฐัสสติสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (ภาพวาดประกอบ) [2]

คลิปพูดถึง “อานิสงส์ 5 ประการ” ของการนอนอย่างมีสติ รายการนี้มีอยู่จริงในมุฏฐัสสติสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึง “อานิสงส์แห่งภิกษุผู้มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ นอนหลับ 5 ประการ” คือ ย่อมหลับเป็นสุข ย่อมตื่นเป็นสุข ย่อมไม่ฝันลามก เทวดาย่อมรักษา และน้ำอสุจิย่อมไม่เคลื่อน [2]

พระสูตรเดียวกันยังกล่าวถึงด้านตรงข้ามคือโทษ 5 ประการของผู้ที่ลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะเมื่อนอนหลับ ได้แก่ หลับเป็นทุกข์ ตื่นเป็นทุกข์ ฝันลามก เทวดาไม่รักษา และน้ำอสุจิเคลื่อน การนอนจึงไม่ใช่ช่วงเวลาที่ว่างจากธรรม แต่เป็นช่วงที่สติทำงานหรือไม่ทำงาน และให้ผลต่างกันตั้งแต่คืนนั้น [2]

แผ่เมตตาก่อนนอน: อานิสงส์ที่ซ้อนกับการนอนมีสติ

ถ้าเทียบรายการอานิสงส์ของการนอนมีสติกับอานิสงส์ของเมตตา จะเห็นว่าสามข้อแรกตรงกันพอดี เมตตาสูตรกล่าวว่าผู้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติ “พึงหวังอานิสงส์ 11 ประการ” ซึ่งเริ่มด้วย ย่อมหลับเป็นสุข ย่อมตื่นเป็นสุข ย่อมไม่ฝันลามก และมีข้อ “เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา” อยู่ด้วย [3]

นี่คือเหตุผลที่การแผ่เมตตาเป็นส่วนหนึ่งของการนอนภาวนาที่ลงตัว ไม่ใช่เพราะเป็นพิธีกรรมก่อนนอน แต่เพราะพระสูตรกล่าวถึงผลของเมตตาต่อการหลับและการตื่นไว้ตรง ๆ

อานิสงส์ของเมตตา 11 ประการ ตามเมตตาสูตร

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

อานิสงส์ของเมตตา 11 ประการ ตามเมตตาสูตร
ข้ออานิสงส์เกี่ยวกับการนอนหรือไม่
1หลับเป็นสุขเกี่ยวโดยตรง
2ตื่นเป็นสุขเกี่ยวโดยตรง
3ไม่ฝันลามกเกี่ยวโดยตรง
4เป็นที่รักของมนุษย์—
5เป็นที่รักของอมนุษย์—
6เทวดารักษาตรงกับอานิสงส์ของการนอนมีสติ
7ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ไม่กล้ำกราย—
8จิตตั้งมั่นได้เร็วช่วยให้สงบก่อนหลับ
9สีหน้าผ่องใส—
10ไม่หลงใหลเมื่อตาย—
11เมื่อยังไม่บรรลุธรรมที่ยิ่งกว่า ย่อมเข้าถึงพรหมโลก—

[3]

สิบนาทีสุดท้ายก่อนหลับ ทำอะไรบ้าง

ภาพวาดบันไดห้าขั้นบนพื้นหลังท้องฟ้ากลางคืน ขั้นที่ 1 วางมือถือ ปิดไฟสว่าง ขั้นที่ 2 ตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า ขั้นที่ 3 รู้ลมหายใจ ขั้นที่ 4 แผ่เมตตา ขั้นที่ 5 ตั้งใจจะลุกเมื่อถึงเวลา
ลำดับห้าขั้นนี้ผู้เรียบเรียงจัดขึ้นจากองค์ประกอบที่พระสูตรกล่าวถึง เพื่อให้เริ่มทำได้ในคืนนี้ (ภาพวาดประกอบ)

คลิปเน้นว่าสิบนาทีสุดท้ายก่อนหลับสำคัญที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ใจจะหอบอะไรเข้าไปในความหลับด้วย ถ้าหอบเรื่องงาน เรื่องโกรธ หรือภาพจากหน้าจอเข้าไป คืนนั้นก็เป็นไปตามนั้น ถ้าหอบความสงบและเมตตาเข้าไป ก็ได้ผลตามพระสูตรที่ยกมาข้างต้น ลำดับด้านล่างเป็นข้อเสนอสำหรับเริ่มต้น

  1. วางมือถือไว้ไกลตัว ปิดไฟสว่าง ให้ห้องมืดและเงียบพอ
  2. นอนตะแคงขวา เท้าซ้อนเหลื่อมกัน ปล่อยไหล่และกรามให้คลาย
  3. รู้ลมหายใจเข้าออกตามจริง ไม่ต้องบังคับให้ยาวหรือสั้น แค่รู้ว่ากำลังหายใจ
  4. นึกถึงตัวเองด้วยความปรารถนาดี แล้วขยายไปถึงคนในบ้าน คนที่ทำให้ไม่สบายใจ และสรรพสัตว์ ใช้ประโยคสั้น ๆ ที่ตัวเองสบายใจ
  5. ตั้งใจไว้ว่าจะตื่นเวลาใด แล้วปล่อยให้หลับไปพร้อมกับความรู้ตัวนั้น ไม่ต้องกังวลว่าหลับช้าหรือเร็ว

[1] [3]

ถ้าง่วงตอนภาวนา พระพุทธเจ้าทรงแนะนำอย่างไร

หลายคนกังวลว่า ภาวนาแล้วง่วง หรือตั้งใจนอนภาวนาแต่หลับไปทันที จะเป็นความประมาทหรือไม่ เรื่องนี้มีพระสูตรที่ตอบไว้โดยตรงคือโมคคัลลานสูตร พระพุทธเจ้าทรงเห็นพระมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ จึงตรัสถามว่า “ดูกรโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ” แล้วทรงแนะวิธีแก้ง่วงเป็นลำดับ [4]

  1. อย่าใส่ใจสัญญาที่ทำให้ง่วงนั้นให้มาก
  2. ตรึกตรองพิจารณาธรรมที่เคยฟังมา
  3. สาธยายธรรมที่เคยฟังมา
  4. ยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว
  5. ลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย
  6. ทำในใจถึงอาโลกสัญญา คือความสำคัญว่ามีแสงสว่าง
  7. อธิษฐานจงกรม เดินกลับไปกลับมา

[4]

ถ้าทำทั้งเจ็ดอย่างแล้วยังง่วง พระสูตรไม่ได้สั่งให้ฝืน แต่ตรัสว่า “พึงสำเร็จสีหไสยา คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น” นั่นคือ การนอนอย่างมีสติเป็นทางออกที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำเอง เมื่อร่างกายต้องการพักจริง ๆ [4]

พระพุทธเจ้าทรงนอนเป็นสุขหรือไม่

ในหัตถกสูตร หัตถกกุมารพบพระพุทธเจ้าประทับบนพื้นดินที่ปูด้วยใบไม้ในฤดูหนาว จึงทูลถามว่าทรงเป็นสุขดีหรือ พระองค์ตรัสตอบว่า “ฉันอยู่เป็นสุขดี ก็แหละฉันเป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่เป็นสุขในโลก” แล้วทรงอธิบายว่า แม้คหบดีจะมีเรือนที่อบอุ่นและที่นอนอย่างดี แต่ถ้ายังถูกราคะ โทสะ โมหะ เผาอยู่ ก็ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ส่วนพระองค์ละสิ่งเหล่านั้นได้แล้ว จึงเป็นสุขแม้ในที่เช่นนี้ [5]

พระสูตรนี้ให้มุมมองที่ตรงกับคลิป คือ คุณภาพของการนอนไม่ได้ขึ้นกับที่นอน แต่ขึ้นกับใจที่พาเข้านอน ใจที่เบาจากความอยากและความขัดเคืองย่อมหลับสบายบนพื้นธรรมดา ใจที่เผาด้วยความโกรธย่อมนอนไม่หลับบนที่นอนราคาแพง

เรื่อง “กรรมเบา บุญเกิด” ควรเข้าใจอย่างไร

ชื่อคลิปใช้คำว่า กรรมเบา บุญเกิด ตื่นมาชีวิตเปลี่ยน ซึ่งเป็นภาษาชวนฟัง เมื่อเทียบกับพระสูตร สิ่งที่ยืนยันได้ชัดคือ การนอนอย่างมีสติให้ผลดีห้าอย่างตามมุฏฐัสสติสูตร และการเจริญเมตตาให้ผลดีสิบเอ็ดอย่างตามเมตตาสูตร ส่วนการนอนภาวนาจะ “ลดวิบากกรรม” หรือไม่ พระสูตรที่อ้างในบทความนี้ไม่ได้กล่าวไว้โดยตรง [2] [3]

ถ้าจะพูดให้ตรงกับพระสูตร การนอนภาวนาเป็นการเจริญสติและเมตตา ซึ่งเป็นภาวนามัยคือบุญที่เกิดจากการอบรมจิต ผลที่เห็นได้ทันทีคือคืนที่สงบขึ้น ส่วนผลระยะยาวเกิดจากการทำต่อเนื่อง ไม่ใช่จากคืนเดียว

เริ่มคืนนี้ได้เลย

ไม่ต้องรอให้พร้อม คืนนี้ลองแค่สามอย่าง คือ วางมือถือก่อนนอนสิบนาที นอนตะแคงขวาแล้วรู้ลมหายใจ และตั้งใจว่าจะตื่นเวลาใด ทำซ้ำทุกคืนสักหนึ่งสัปดาห์ แล้วสังเกตเองว่าหลับและตื่นต่างจากเดิมอย่างไร ส่วนคำอธิบายแบบเต็มพร้อมเสียงนำ เปิดฟังได้จากคลิปด้านบน

คำถามที่พบบ่อย

นอนภาวนาคืออะไร ต่างจากนอนธรรมดาอย่างไร

คือการนอนอย่างมีสติตามแบบพระสูตร นอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า รู้ตัวขณะกำลังหลับ และตั้งใจว่าจะลุกเมื่อถึงเวลา ต่างจากการนอนธรรมดาตรงที่ใจไม่ถูกปล่อยให้หอบเรื่องต่าง ๆ เข้าไปในความหลับ [1]

นอนภาวนาทำอย่างไร

วางมือถือไว้ไกลตัวและทำห้องให้มืดเงียบพอ นอนตะแคงขวา เท้าซ้ายวางเหลื่อมบนเท้าขวาตามสีหไสยาสน์ในอปัณณกสูตร รู้ลมหายใจเข้าออกตามจริง แผ่เมตตาจากตัวเองไปถึงคนในบ้านและสรรพสัตว์ แล้วตั้งใจว่าจะตื่นเวลาใดก่อนปล่อยให้หลับไปพร้อมความรู้ตัวนั้น [1] [3]

ทำไมต้องนอนตะแคงขวา

พระสูตรบรรยายท่านอนของภิกษุและของพระพุทธเจ้าว่า “สำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า” คือนอนอย่างราชสีห์ แต่หัวใจของท่านี้อยู่ที่สติสัมปชัญญะและความตั้งใจจะลุกขึ้น ไม่ใช่ทิศทางของร่างกายเพียงอย่างเดียว [1] [7]

อานิสงส์ 5 ประการของการนอนอย่างมีสติมีอะไรบ้าง

มุฏฐัสสติสูตรกล่าวว่า ผู้มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ นอนหลับ ย่อมหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันลามก เทวดารักษา และน้ำอสุจิไม่เคลื่อน [2]

นอนภาวนาแล้วหลับไปเลย ถือว่าผิดไหม

ไม่ผิด โมคคัลลานสูตรให้แก้ง่วงเจ็ดวิธีก่อน แต่ถ้ายังง่วงอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสให้นอนสีหไสยาอย่างมีสติ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น การหลับไปพร้อมสติคือเป้าหมายของการนอนภาวนาอยู่แล้ว [4]

ควรแผ่เมตตาก่อนนอนไหม

ควร เพราะเมตตาสูตรกล่าวว่าผู้เจริญเมตตาย่อมหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันลามก และเทวดารักษา ซึ่งตรงกับอานิสงส์ของการนอนอย่างมีสติ [3]

นอนไม่หลับ ควรทำอย่างไรตามพระสูตร

พระสูตรไม่ได้ให้สูตรทำให้หลับ แต่ให้วิธีนอนอย่างมีสติ คือนอนตะแคงขวา รู้ลมหายใจ และตั้งความรู้ตัวไว้ขณะหลับ ส่วนเมตตาสูตรกล่าวว่าผู้เจริญเมตตาย่อมหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข และไม่ฝันร้าย การแผ่เมตตาก่อนนอนจึงเป็นทางที่พระสูตรรองรับ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะหลับช้าหรือเร็ว [1] [3]

แหล่งอ้างอิง

  1. อปัณณกสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 20 ข้อ 455) — สามยามของคืน: มัชฌิมยาม “สำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้นไว้ในใจ”
  2. มุฏฐัสสติสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 22 ข้อ 210) — อานิสงส์ 5 ของผู้มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ นอนหลับ และโทษ 5 ของผู้ลืมสติ
  3. เมตตาสูตร อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 24 ข้อ 222) — อานิสงส์ของเมตตาเจโตวิมุตติ 11 ประการ
  4. โมคคัลลานสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 23 ข้อ 58) — วิธีแก้ง่วง 7 ข้อ แล้วจึงสำเร็จสีหไสยา มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น
  5. หัตถกสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 20 ข้อ 474) — หัตถกกุมารทูลถามว่าทรงเป็นสุขดีหรือ; “ฉันเป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่เป็นสุขในโลก”
  6. มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค (ปัจฉิมวาจา) (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 10 ข้อ 143) — “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”
  7. พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์: สีหไสยา — ความหมายของคำว่าสีหไสยา นอนอย่างราชสีห์