คลิปนี้พูดถึงอะไร

ตอน “ใครได้ฟัง ถือว่ามีบุญมหาศาล - พระพุทธเจ้าตรัส กรรมจริงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น” เป็นคลิปยาวกว่าหนึ่งชั่วโมง ที่ย้ำว่ากฎแห่งกรรมเที่ยงตรง ไม่เอนเอียง และทำงานตลอดเวลาไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ คลิปกล่าวว่าสุขและทุกข์ในปัจจุบันเป็นผลจากกรรมในอดีต และการกระทำวันนี้คือการวางแผนอนาคต ท้ายคลิปชวนผู้ฟังตั้งเจตนาว่าจะสร้างบุญตั้งแต่ตอนนี้

คำว่ากรรมเป็นคำที่คนไทยใช้บ่อยที่สุดคำหนึ่ง แต่ความหมายในพระสูตรแคบและชัดกว่าที่เล่าต่อกันมามาก บทความนี้ตอบคำถามพื้นฐานห้าข้อด้วยพระสูตรและภาพ กรรมคืออะไร มีกี่แบบ ให้ผลเมื่อไร ทำไมคนจึงต่างกัน และอะไรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่กรรม ส่วนเสียงบรรยายฉบับเต็มเปิดฟังได้จากคลิปด้านบน

ภาพที่ 1: “เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม”

ภาพวาดวงกลมสีเขียวเข้มตรงกลางเขียนว่า เจตนา ความจงใจ มีลูกศรทองชี้ออกไปสามกล่อง ทางกาย กายกรรม ทางวาจา วจีกรรม และทางใจ มโนกรรม
นิพเพธิกสูตร: เจตนาคือกรรม การกระทำที่ไม่มีเจตนาพระสูตรไม่นับเป็นกรรม (ภาพวาดประกอบ) [1]

คำตอบว่ากรรมคืออะไร อยู่ในนิพเพธิกสูตร “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ” กรรมในพระสูตรจึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดกับเรา ไม่ใช่โชค ไม่ใช่คำสาป แต่คือการกระทำที่มีความจงใจอยู่เบื้องหลัง [1]

ข้อนี้มีผลสำคัญสองอย่าง อย่างแรก การกระทำที่ไม่มีเจตนา เช่น เหยียบมดโดยไม่เห็น พระสูตรไม่นับเป็นกรรม อย่างที่สอง กรรมเกิดได้ทางใจเพียงอย่างเดียว การคิดอาฆาต การริษยา หรือการตั้งใจดี ล้วนเป็นกรรมแล้วแม้ยังไม่ได้ทำอะไรออกมา คลิปกล่าวว่ากฎแห่งกรรมทำงานตลอดเวลา พระสูตรบอกตำแหน่งที่มันทำงานคือตรงเจตนา [1]

พระสูตรเดียวกันอธิบายต่อว่ากรรมมีเหตุเกิดคือผัสสะ มีความต่างกันตามภพที่ให้ผล มีวิบากสามกาล และมีความดับ คือ “ความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ” และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับกรรมคืออริยมรรคมีองค์ 8 แสดงว่ากรรมในพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่มีทางออก ไม่ใช่กฎที่ล็อกชะตาไว้ [1]

ภาพที่ 2: กรรม 4 อย่าง แบ่งตามวิบาก

ภาพวาดตารางสี่ช่อง กรรมดำ วิบากดำ เบียดเบียนทำให้เดือดร้อน กรรมขาว วิบากขาว ไม่เบียดเบียนเป็นสุข กรรมทั้งดำทั้งขาว วิบากทั้งดำทั้งขาว ปนกันอย่างที่คนทั่วไปทำ และกรรมไม่ดำไม่ขาว วิบากไม่ดำไม่ขาว เจตนาเพื่อละกรรม คือมรรค 8
กรรมวรรค อังคุตตรนิกาย: กรรม 4 อย่าง ชนิดที่สี่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม (ภาพวาดประกอบ) [2]

ในกรรมวรรค อังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าทรงจำแนกกรรมไว้สี่อย่าง “กรรมดำมีวิบากดำ กรรมขาวมีวิบากขาว กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว และกรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม” กรรมดำคือการปรุงแต่งกายวาจาใจที่มีความเบียดเบียน กรรมขาวคือที่ไม่เบียดเบียน และคนทั่วไปทำปนกันเป็นอย่างที่สาม [2]

อย่างที่สี่คือสิ่งที่คลิปทั่วไปไม่ค่อยพูดถึง “เจตนาเพื่อละกรรมดำ ละกรรมขาว ละกรรมทั้งดำทั้งขาว” พระสูตรระบุว่าได้แก่อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นกรรมที่ไม่สร้างภพต่อ นี่คือเหตุที่พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนแค่ให้สะสมบุญ แต่สอนทางที่สิ้นกรรมด้วย [2]

กรรม 4 อย่างในกรรมวรรค

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

กรรม 4 อย่างในกรรมวรรค
กรรมวิบากตัวอย่างทิศทาง
กรรมดำวิบากดำฆ่า ลัก พูดเท็จ คิดอาฆาตนำไปสู่ทุกข์
กรรมขาววิบากขาวให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตานำไปสู่สุข
ทั้งดำทั้งขาวทั้งดำทั้งขาวชีวิตคนทั่วไปที่ทำปนกันสุขทุกข์ปนกัน
ไม่ดำไม่ขาวไม่ดำไม่ขาวอริยมรรคมีองค์ 8เป็นไปเพื่อสิ้นกรรม

[2]

ภาพที่ 3: วิบากให้ผลได้ 3 กาล

ภาพวาดทุ่งยามเช้า มีเมล็ดที่เพิ่งหยอดดิน ต้นกล้า และต้นไม้ใหญ่ เรียงจากซ้ายไปขวา มีป้ายว่า ในปัจจุบัน ในชาติหน้า และในชาติต่อ ๆ ไป พร้อมข้อความ เมล็ดบางเมล็ดงอกเร็ว บางเมล็ดงอกช้า แต่ไม่ได้หายไปไหน
นิพเพธิกสูตร: วิบากของกรรม 3 กาล ชื่อบาลีของแต่ละกาลเป็นคำที่ใช้ในชั้นอธิบาย (ภาพวาดประกอบ) [1]

นิพเพธิกสูตรกล่าวว่า “วิบากแห่งกรรม 3 ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด หรือกรรมที่ให้ผลในภพต่อ ๆ ไป” นี่คือเหตุที่คนทำดีบางคนยังไม่เห็นผล และคนทำชั่วบางคนยังดูสบายดี ผลไม่ได้หาย เพียงยังไม่ถึงกาล [1]

คลิปกล่าวว่าสุขทุกข์ในปัจจุบันเป็นผลจากกรรมในอดีต พระสูตรยอมรับว่ากรรมในอดีตให้ผลในปัจจุบันได้ แต่ภาพเมล็ดพันธุ์ด้านบนช่วยเตือนอีกด้าน คือสิ่งที่เรากำลังหยอดลงดินวันนี้ก็เป็นกรรมที่จะงอกในกาลใดกาลหนึ่งเช่นกัน การกระทำวันนี้จึงไม่ใช่แค่ผลของอดีต แต่เป็นเหตุของอนาคตด้วย ตรงกับที่คลิปสรุปว่าการกระทำวันนี้คือการวางแผนอนาคต [1]

ภาพที่ 4: ทำไมคนจึงเกิดมาต่างกัน จูฬกัมมวิภังคสูตร

ภาพวาดตารางเจ็ดแถว แต่ละแถวมีสองขั้วและเหตุตรงกลาง อายุสั้นกับอายุยืน ฆ่าสัตว์หรือเว้นจากการฆ่า ขี้โรคกับสุขภาพดี เบียดเบียนหรือไม่เบียดเบียน ผิวพรรณทรามกับผิวพรรณงาม มักโกรธหรือไม่โกรธ มีอำนาจน้อยกับมีอำนาจมาก ริษยาหรือไม่ริษยา ยากจนกับมั่งมี ไม่ให้ทานหรือให้ทาน เกิดในตระกูลต่ำกับตระกูลสูง กระด้างถือตัวหรืออ่อนน้อม ปัญญาทรามกับมีปัญญา ไม่ไต่ถามหรือเข้าไปไต่ถามผู้รู้
จูฬกัมมวิภังคสูตร: 7 คู่ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบสุภมาณพ (ภาพวาดประกอบ) [3]

สุภมาณพทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดมนุษย์จึงเลวและประณีตต่างกัน พระองค์ตรัสว่า “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้” แล้วทรงอธิบายทีละคู่ ผู้ฆ่าสัตว์ย่อมมีอายุสั้น ผู้เว้นจากการฆ่าย่อมมีอายุยืน ผู้เบียดเบียนสัตว์ย่อมมีโรคมาก ผู้มักโกรธย่อมมีผิวพรรณทราม ผู้ริษยาย่อมมีศักดาน้อย ผู้ไม่ให้ทานย่อมยากจน ผู้กระด้างถือตัวย่อมเกิดในตระกูลต่ำ และผู้ไม่เข้าไปไต่ถามผู้รู้ย่อมมีปัญญาทราม [4] [3]

สังเกตว่าทุกคู่ชี้กลับมาที่การกระทำที่เราเลือกได้ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ พระสูตรนี้จึงไม่ใช่คำพิพากษาว่าคนจนหรือคนเจ็บเป็นคนบาป แต่เป็นแผนที่ว่าถ้าอยากไปทางไหน ต้องเดินทางไหน ความแตกต่างเป็นผลของเหตุที่ทำแล้ว และเหตุใหม่ก็ทำได้เสมอ [3]

ภาพที่ 5: อะไรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ใช่กรรมทั้งหมด

ภาพวาดการ์ดสามใบที่มีกากบาท ทุกอย่างเกิดเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ก่อน ทุกอย่างเกิดเพราะผู้เป็นใหญ่สร้างสรรค์ และทุกอย่างเกิดโดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ด้านล่างกล่องสีเขียวเข้มเขียนว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแทน ทุกข์เกิดเพราะเหตุปัจจัยที่เห็นได้ และดับได้ด้วยการปฏิบัติในปัจจุบัน
ติตถสูตร: ลัทธิ 3 ที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ รวมทั้งลัทธิว่าทุกอย่างมาจากกรรมเก่า (ภาพวาดประกอบ) [5]

นี่คือจุดที่ความเข้าใจทั่วไปกับพระสูตรต่างกันมากที่สุด ในติตถสูตร พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธลัทธิสามอย่าง อย่างแรกคือลัทธิที่ว่า “สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ที่บุคคลเสวยอยู่ ทั้งหมดนั้นมีกรรมที่ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ” อย่างที่สองคือทุกอย่างเกิดเพราะผู้เป็นใหญ่สร้างสรรค์ และอย่างที่สามคือทุกอย่างเกิดโดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย [5]

เหตุผลที่ทรงปฏิเสธคือ ถ้าทุกอย่างมาจากกรรมเก่าหมด คนที่ฆ่าสัตว์หรือพูดเท็จก็ต้องเป็นเพราะกรรมเก่า และ “ความพอใจหรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำ กิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมมีไม่ได้” ความเชื่อว่าทุกอย่างคือกรรมเก่าจึงทำลายความรับผิดชอบในปัจจุบัน ซึ่งเป็นหัวใจของคำสอนเรื่องกรรมเสียเอง สิ่งที่ทรงสอนแทนในพระสูตรเดียวกันคืออริยสัจ 4 ทุกข์มีเหตุ และเหตุนั้นดับได้ [5]

สิวกสูตรเสริมอีกชั้น พระพุทธเจ้าตรัสกับโมฬิยสิวกปริพาชกว่า เวทนาที่เกิดขึ้นมีสมุฏฐานได้หลายอย่าง เช่น เกิดจากดี จากเสมหะ จากลม จากฤดูแปรปรวน จากการบริหารตัวไม่สม่ำเสมอ จากการถูกทำร้าย และ “เกิดแต่วิบากแห่งกรรม” ก็มี ผลของกรรมจึงเป็นเพียงหนึ่งในเหตุทั้งหมด ไม่ใช่คำอธิบายของทุกอย่างที่เกิดกับเรา [8]

ก้อนเกลือในขันน้ำ กับในแม่น้ำ

ถ้ากรรมเที่ยงตรงอย่างที่คลิปย้ำ แล้วคนที่เคยทำผิดจะมีหวังอย่างไร โลณกสูตรตอบด้วยอุปมาก้อนเกลือ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนบางคนทำบาปกรรมเล็กน้อยแล้วไปนรก แต่คนบางคนทำบาปกรรมเล็กน้อยอย่างเดียวกัน กรรมนั้นกลับให้ผลเพียงในปัจจุบัน เหมือนก้อนเกลือก้อนหนึ่ง ใส่ในขันน้ำน้อยทำให้น้ำเค็มดื่มไม่ได้ แต่ใส่ในแม่น้ำคงคา น้ำไม่เค็มเลย [9]

ความต่างอยู่ที่ผู้ทำ พระสูตรว่าคนที่ “ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา มีคุณน้อย เป็นอัตภาพเล็ก” คือขันน้ำ ส่วนคนที่อบรมกาย ศีล จิต ปัญญาแล้ว คือแม่น้ำ กรรมจึงเที่ยงตรง แต่ไม่ได้แปลว่าผลตายตัว การฝึกตนในปัจจุบันเปลี่ยนน้ำหนักของผลได้ นี่คือความหวังที่พระสูตรให้ไว้ควบคู่กับความจริงจังเรื่องกรรม [9]

จะทำอะไรกับความรู้นี้

คลิปชวนให้ผู้ฟังตั้งเจตนาว่าจะสร้างบุญตั้งแต่ตอนนี้ พระสูตรให้รายการที่ชัดเจนว่าควรตั้งเจตนาไปทางไหน

  1. ดูที่เจตนาก่อนทำ เพราะพระสูตรว่าเจตนาคือกรรม ถามตัวเองสั้น ๆ ว่ากำลังจะทำสิ่งนี้ด้วยความอยากเบียดเบียนหรือไม่
  2. ใช้กุศลกรรมบถ 10 เป็นรายการตรวจ จุนทสูตรจัดไว้เป็นความสะอาดทางกาย 3 ทางวาจา 4 และทางใจ 3 คือ ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาท และเห็นชอบ
  3. เมื่อเจอทุกข์ อย่ารีบสรุปว่าเป็นกรรมเก่าทั้งหมด สิวกสูตรให้ดูเหตุอื่นด้วย เช่น สุขภาพ อากาศ และการดูแลตัวเอง แล้วแก้ที่เหตุที่แก้ได้
  4. พิจารณาฐานะข้อที่ห้าในฐานสูตรเนือง ๆ ว่า “เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม” เพื่อให้ความทุจริตที่เคยทำเบาบางลง
  5. ทำบุญบ่อย ๆ ตามธรรมบท “หากว่าบุรุษพึงทำบุญไซร้ พึงทำบุญนั้นบ่อย ๆ เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้” และฝึกกาย ศีล จิต ปัญญา ให้ใจเป็นแม่น้ำ ไม่ใช่ขันน้ำ

[1] [7] [8] [6] [10] [9]

คำถามที่พบบ่อย

กรรมคืออะไรตามพระพุทธเจ้า

นิพเพธิกสูตรกล่าวว่า เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย วาจา ใจ กรรมจึงคือการกระทำที่มีความจงใจ ไม่ใช่โชคหรือเหตุการณ์ที่เกิดกับเรา [1]

กรรมมีกี่ประเภท

กรรมวรรค อังคุตตรนิกาย แบ่งกรรมเป็น 4 อย่างตามวิบาก คือ กรรมดำ กรรมขาว กรรมทั้งดำทั้งขาว และกรรมไม่ดำไม่ขาวที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ซึ่งได้แก่อริยมรรคมีองค์ 8 [2]

ทำดีแล้วทำไมยังไม่ได้ดี

นิพเพธิกสูตรกล่าวว่าวิบากของกรรมให้ผลได้ 3 กาล คือในปัจจุบัน ในภพที่เกิด หรือในภพต่อ ๆ ไป ผลของกรรมดีจึงอาจยังไม่ถึงกาล ไม่ได้หายไป [1]

ทุกอย่างที่เกิดกับเราเป็นกรรมเก่าหมดไหม

ไม่ใช่ ติตถสูตรระบุว่าลัทธิที่ว่าสุขทุกข์ทั้งหมดมีกรรมที่ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ เป็นลัทธิที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ และสิวกสูตรแสดงว่าเวทนาเกิดจากเหตุหลายอย่าง เช่น ดี เสมหะ ลม ฤดู การดูแลตัวเอง และการถูกทำร้าย โดยผลของกรรมเป็นเพียงหนึ่งในนั้น [5] [8]

เคยทำกรรมไม่ดีมาแล้ว ยังมีหวังไหม

โลณกสูตรเปรียบว่ากรรมเล็กน้อยอย่างเดียวกัน ให้ผลต่างกันตามผู้ทำ เหมือนก้อนเกลือในขันน้ำน้อยกับในแม่น้ำคงคา ผู้ที่อบรมกาย ศีล จิต ปัญญาแล้ว กรรมนั้นให้ผลเพียงในปัจจุบัน การฝึกตนในปัจจุบันจึงเปลี่ยนน้ำหนักของผลได้ [9]

แหล่งอ้างอิง

  1. นิพเพธิกสูตร อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 22 ข้อ 334) — เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม; วิบากของกรรม 3 กาล; ความดับแห่งกรรม และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับกรรม
  2. อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กรรมวรรค (กรรม 4) (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 21 ข้อ 232) — กรรมดำมีวิบากดำ กรรมขาวมีวิบากขาว กรรมทั้งดำทั้งขาว และกรรมไม่ดำไม่ขาวที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม
  3. จูฬกัมมวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 14 ข้อ 579) — “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน … กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้” (ข้อ 581) และคู่แรก อายุสั้น–อายุยืน (ข้อ 582–583)
  4. จูฬกัมมวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (ข้อที่ตรัสว่ากรรมจำแนกสัตว์) (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 14 ข้อ 581) — สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
  5. ติตถสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 20 ข้อ 501) — ลัทธิ 3 ที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ รวมทั้งลัทธิว่าทุกอย่างมีกรรมที่ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ
  6. ฐานสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 22 ข้อ 57) — ฐานะ 5 ที่ควรพิจารณาเนือง ๆ และ “เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม”
  7. จุนทสูตร อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 24 ข้อ 165) — กุศลกรรมบถ 10: ความสะอาดทางกาย 3 วาจา 4 ใจ 3
  8. สิวกสูตร สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 18 ข้อ 427) — เวทนาเกิดจากเหตุ 8 อย่าง มีผลของกรรมเป็นเพียงหนึ่งในนั้น
  9. โลณกสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 20 ข้อ 540) — อุปมาก้อนเกลือในขันน้ำน้อยกับในแม่น้ำคงคา; ผู้อบรมกาย ศีล จิต ปัญญา กับผู้ไม่อบรม
  10. ธรรมบท ปาปวรรค (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 25 ข้อ 19) — หากว่าบุรุษพึงทำบุญไซร้ พึงทำบุญนั้นบ่อย ๆ เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้