เริ่มตรงนี้: ใช้คู่มือศัพท์นี้อย่างไร

คู่มือนี้เขียนสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฟังหรืออ่าน “พุทธวจน” แล้วสะดุดกับศัพท์บาลีที่ได้ยินซ้ำ ๆ ตารางแต่ละหมวดบอกคำไทย คำบาลี ความหมายแบบเข้าใจง่าย คำที่มักสับสน และพระสูตรที่เป็นที่มา ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละบรรทัด ให้เริ่มจาก 30 คำแกน แล้วค่อยค้นศัพท์ที่ได้ยินในวันนั้นด้วยช่องค้นหา

แผนภาพสี่ชั้นของสิ่งที่ได้ยินเวลาฟังพุทธวจน: 1 พระสูตรภาษาบาลี 2 คำแปลไทย 3 คำอธิบายของผู้บรรยาย 4 อรรถกถาและฎีกา
เวลาฟังการบรรยาย สิ่งที่ได้ยินมาจากหลายชั้น การจดแยกชั้นช่วยให้รู้ว่าข้อความไหนเป็นพระสูตร และข้อความไหนเป็นการตีความ

หลักการฟังที่ช่วยได้มากที่สุดมีเจ็ดข้อ

  1. จำศัพท์ให้ได้สามชั้น คือ คำบาลี คำไทยที่ผู้บรรยายใช้ และความหมายในพระสูตร เช่น nandī → นันทิ หรือ ความเพลิน → ความเพลิดเพลินที่เป็นรากของทุกข์ (มูลปริยายสูตร)
  2. ฟังให้ออกว่าเป็นการนับหมวด เมื่อได้ยิน “ขันธ์ 5” “อายตนะ 6” หรือ “ตัณหา 3” ให้นึกถึงตารางท่องจำในคู่มือนี้ เกือบทุกหมวดเป็นรายการตายตัว
  3. ฟังให้ออกว่ากำลังพูดสายเกิดหรือสายดับ พระสูตรมักพูดเป็นคู่ “เพราะ…เป็นปัจจัย จึงมี…” คือสายเกิดทุกข์ และ “เพราะ…ดับ …จึงดับ” คือสายดับทุกข์
  4. แยกพระสูตรออกจากคำอธิบาย ถ้าได้ยินว่า “ตถาคตตรัสว่า…” แปลว่ากำลังอ่านพระสูตร ถ้าได้ยินว่า “หมายความว่า…” หรือมีตัวอย่างชีวิตประจำวัน นั่นคือคำอธิบายของผู้บรรยาย
  5. ใช้พระสูตรที่นิยามศัพท์เป็นที่อ้างอิงหลัก ได้แก่ วิภังคสูตร, มัคควิภังคสูตร, ขัชชนิยสูตร, จูฬเวทัลลสูตร และ อินทริยสังยุต
  6. อย่ารีบเชื่อความหมายภาษาไทยที่คุ้นหู คำอย่างอุเบกขา วิญญาณ สังขาร อารมณ์ กาม และบุญ ในพระสูตรมีความหมายต่างจากที่ใช้กันทั่วไป
  7. ทำสมุดศัพท์ของตัวเอง แต่ละคำมีสี่ช่อง คือ คำ / ความหมายในพระสูตร / พระสูตรที่มา / ตัวอย่างจากชีวิตตัวเอง

[1]

พระสูตรที่ทำหน้าที่เป็น “พจนานุกรม” อยู่แล้ว

ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรบางสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความหมายของศัพท์ไว้เองทีละคำ เมื่อสงสัยศัพท์ในหมวดเหล่านี้ ควรเปิดพระสูตรเหล่านี้ก่อนเปิดพจนานุกรมหรือคำอธิบายชั้นหลัง เพราะเป็นนิยามจากต้นทางโดยตรง [2] [11] [9] [10]

พระสูตรที่นิยามศัพท์ไว้ในตัว และใช้ตรวจความหมายได้ก่อนพจนานุกรม

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

พระสูตรที่นิยามศัพท์ไว้ในตัว และใช้ตรวจความหมายได้ก่อนพจนานุกรม
ชื่อสูตรนิยามศัพท์หมวดใด
วิภังคสูตร (นิทานสังยุต)ปฏิจจสมุปบาทครบ 12 องค์ ตั้งแต่อวิชชาถึงชรามรณะ
วิภังคสูตร หรือมัคควิภังคสูตร (มัคคสังยุต)อริยมรรคทั้ง 8 องค์ เช่น สัมมาสติคือสติปัฏฐาน 4 และสัมมาสมาธิคือฌาน 4
ขัชชนิยสูตร (ขันธสังยุต)เหตุที่ขันธ์แต่ละขันธ์ได้ชื่อว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
จูฬเวทัลลสูตรสักกายะ สักกายทิฏฐิ 20 แบบ และสังขาร 3 คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร
อินทริยสังยุตอินทรีย์ 5 คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

[2] [11] [9] [10]

ทำไม “นันทิ” จึงเป็นคำที่ควรเข้าใจก่อนคำอื่น

นันทิ (nandī) แปลว่าความเพลิน หรือความยินดีที่ใจจมลงไปในสิ่งที่รับรู้ เช่น ดูซีรีส์จนลืมเวลา หรือนึกถึงคำชมซ้ำไปมา มูลปริยายสูตรกล่าวว่า “นนฺทิ ทุกฺขสฺส มูลํ” ซึ่งพระไตรปิฎกฉบับหลวงแปลว่า ความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์ [1]

ความสุขที่เกิดขึ้นเองยังไม่ใช่นันทิ สุขเวทนาเป็นเพียงความรู้สึก ส่วนนันทิคืออาการที่ใจเข้าไปเพลินอยู่กับสุขเวทนานั้น สมาธิสูตร ตามที่หนังสือพุทธวจนแปลไว้ อธิบายว่าความเพลินในรูปคืออุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงมีภพ เพราะมีภพจึงมีชาติ ส่วนนันทิขยสูตร แสดงสายดับว่า เพราะสิ้นนันทิจึงสิ้นราคะ และเมื่อสิ้นทั้งสองอย่างจิตก็หลุดพ้น [6] [7]

แผนภาพสายเกิดทุกข์ นันทิ อุปาทาน ภพ ชาติ ทุกข์ และสายดับทุกข์ สิ้นนันทิ สิ้นราคะ จิตหลุดพ้น พร้อมข้อความ นนฺทิ ทุกฺขสฺส มูลํ จาก มูลปริยายสูตร
สายเกิดทุกข์ตาม สมาธิสูตร และสายดับทุกข์ตาม นันทิขยสูตร กลุ่มพุทธวจนยกชุดพระสูตรนี้เป็นแกนของการปฏิบัติ [6] [7] [1]

30 คำแกนที่ควรรู้ก่อนฟังพุทธวจน

ถ้ามีเวลาน้อย ให้อ่านตารางนี้ก่อน คำศัพท์ในหมวดอื่นเกือบทั้งหมดต่อยอดจาก 30 คำนี้ ความหมายในตารางนี้เป็นฉบับสั้นที่สุด ส่วนรายละเอียดและพระสูตรที่มาอยู่ในตารางแยกหมวดด้านล่าง

30 คำแกนที่ควรรู้ก่อนฟังพุทธวจน

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

30 คำแกนที่ควรรู้ก่อนฟังพุทธวจน
คำบาลีความหมายง่ายที่สุด
ตถาคตTathāgataคำที่พระพุทธเจ้าใช้เรียกพระองค์เอง แปลว่า “ผู้ไปแล้วอย่างนั้น” หรือ “ผู้มาแล้วอย่างนั้น”
ภิกษุ / ภิกษุทั้งหลายbhikkhu / bhikkhaveคำเรียกผู้ฟัง ผู้ฟังที่เป็นฆราวาสก็นำคำสอนไปใช้ได้
อริยสาวกariyasāvakaผู้ฟังที่ได้ศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนแล้ว
ปุถุชนputhujjanaคนที่ยังไม่ได้ศึกษา “ไม่ได้สดับ” ยังเห็นขันธ์ว่าเป็นตัวตน
ธรรมdhammaคำสอน ความจริง สิ่งทั้งปวง หรือสิ่งที่ใจรู้ แล้วแต่บริบท
อริยสัจ 4ariyasaccaทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางดับทุกข์
ทุกข์dukkhaสภาพที่บีบคั้น ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เพียงความเจ็บปวด
ตัณหาtaṇhāความอยากที่ทำให้ “เกิด” ซ้ำ ๆ
นันทิnandīความเพลิน ความพอใจที่ใจจมลงไปในสิ่งนั้น
ราคะrāgaความกำหนัด ความติดใจย้อมใจ
อุปาทานupādānaการยึดเข้ามาเป็นเชื้อ
ภพbhavaภาวะความมีความเป็น
ชาติjātiความเกิด การปรากฏของขันธ์
ขันธ์ 5khandhaรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เวทนาvedanāความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ
สัญญาsaññāการจำได้หมายรู้
สังขารsaṅkhāraสิ่งที่ปรุงแต่ง หรือตัวการที่ปรุงแต่ง ไม่ใช่ร่างกาย
วิญญาณviññāṇaการรู้แจ้งทางอายตนะ ไม่ใช่ผี
อายตนะ 6āyatanaตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และสิ่งที่มากระทบ
ผัสสะphassaการกระทบ ตา + รูป + วิญญาณ มาประจวบกัน
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาanicca dukkha anattāไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน
ปฏิจจสมุปบาทpaṭiccasamuppādaการเกิดขึ้นเพราะอาศัยกัน กลไกการเกิดทุกข์
อวิชชาavijjāความไม่รู้อริยสัจ 4
สติsatiความระลึกได้ และสัมมาสติคือสติปัฏฐาน 4
สมาธิsamādhiจิตตั้งมั่น และสัมมาสมาธิคือฌาน 4
อุเบกขาupekkhāความวางใจเป็นกลางขณะยังเฝ้าดูอยู่
อินทรียสังวรindriyasaṃvaraการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
โยนิโสมนสิการyoniso manasikāraการทำไว้ในใจโดยแยบคาย คือพิจารณาตรงไปที่ต้นเหตุ
นิพพิทา–วิราคะnibbidā–virāgaความเบื่อหน่าย แล้วคลายกำหนัด
นิพพานnibbānaความดับเย็น คือสิ้นราคะ โทสะ โมหะ

คำที่คนไทยมักเข้าใจผิด เพราะความหมายเปลี่ยนไปจากพระสูตร

ศัพท์ธรรมะหลายคำเข้ามาอยู่ในภาษาไทยจนคุ้นหู แต่ความหมายในชีวิตประจำวันเลื่อนไปจากที่พระสูตรใช้ เมื่อฟังพระสูตรด้วยความหมายภาษาพูด ใจความจึงคลาดได้ทั้งประโยค

การ์ดหกใบเทียบความหมายภาษาพูดกับความหมายในพระสูตรของคำว่า วิญญาณ สังขาร อารมณ์ มานะ อุปาทาน และเวทนา
หกคำที่ภาษาพูดใช้ต่างจากพระสูตรมากที่สุด ตารางด้านล่างมีคำอื่นเพิ่มเติมพร้อมที่มา
ภาพเทียบเฉยเมยกับอุเบกขา เฉยเมยคือไม่สนใจและตัดความรู้สึกทิ้ง ส่วนอุเบกขาคือวางใจเป็นกลางขณะยังเฝ้าดูอยู่
อุเบกขาในพระสูตรยังเฝ้าดูอยู่ ส่วนความเฉยแบบไม่รู้ไม่เห็นใกล้กับอุเบกขาอาศัยเรือนที่ สฬายตนวิภังคสูตร สอนให้ละ [14] [22]
คำที่ความหมายในภาษาไทยทั่วไปต่างจากในพระสูตร

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

คำที่ความหมายในภาษาไทยทั่วไปต่างจากในพระสูตร
คำความหมายที่ใช้กันทั่วไปความหมายในพระสูตร
อุเบกขาเฉยเมย ไม่สนใจ ปลงวางใจเป็นกลาง ขณะที่ยังคอยดูอยู่ การเฉยแบบไม่รู้ไม่เห็นคือ “อุเบกขาอาศัยเรือน” ของปุถุชน (สฬายตนวิภังคสูตร)
นันทิความสนุก ความสุข (ไม่เห็นว่าผิดอะไร)ความเพลินที่เป็น “มูลแห่งทุกข์” (มูลปริยายสูตร) สุขเวทนาไม่ผิด การเข้าไปเพลินในสุขเวทนานั้นเองที่เป็นเชื้อ
สติรู้ตัว ไม่เผลอระลึกได้ (อินทริยสังยุต) และสัมมาสติคือสติปัฏฐาน 4 ที่มีความเพียรและสัมปชัญญะประกอบ (มัคควิภังคสูตร)
สมาธินั่งหลับตาทำใจว่างสัมมาสมาธิคือฌาน 1–4 (มัคควิภังคสูตร) และต้องมีมรรคอีก 7 องค์ประกอบ
ศีลการรับศีลเป็นพิธีการเว้นการเบียดเบียน เป็นฐานของสมาธิ
อุปาทานคิดไปเอง (ภาษาไทย)การยึดเป็นเชื้อ มี 4 อย่าง (วิภังคสูตร)
ตัณหาราคะทางเพศความอยาก 3 แบบ หรือ 6 ประเภทตามอายตนะ
ภพโลกหน้า ชาติหน้าภาวะความมีความเป็น 3 ระดับ ซึ่งตีความได้ทั้งแบบข้ามชาติและแบบในปัจจุบัน
ชาติประเทศ เชื้อชาติความเกิด การปรากฏแห่งขันธ์
วิญญาณผี ดวงวิญญาณการรู้แจ้งทาง 6 ช่องทาง และเกิดดับอยู่ตลอด (มหาตัณหาสังขยสูตร, อัสสุตวตาสูตร)
สังขารร่างกาย (“สังขารไม่เที่ยง” ตอนแก่)ตัวการที่ปรุงแต่ง หรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง (ขัชชนิยสูตร, จูฬเวทัลลสูตร)
สัญญาข้อตกลง คำมั่นการจำได้หมายรู้
เวทนาน่าสงสารความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือกลาง ๆ
อารมณ์mood หรือความรู้สึกสิ่งที่จิตรับรู้ (object)
มานะความเพียรพยายามความถือตัว
กรรมเคราะห์ ชะตาเจตนาที่ทำทางกาย วาจา ใจ (นิพเพธิกสูตร)
บุญแต้มที่สะสมได้จากการทำพิธีสิ่งที่ชำระใจ
กามเรื่องเพศความใคร่ในกามคุณ 5 ทั้งหมด
ทุกข์ความเศร้าสภาพที่บีบคั้น ทนอยู่ไม่ได้ ซึ่งครอบคลุมสุขที่ไม่เที่ยงด้วย
อนัตตาไม่มีอะไรเลยไม่ใช่ตัวตน บังคับไม่ได้ แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าประสบการณ์มีอยู่
นิพพานสวรรค์ชั้นสูงสุดความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ (นิพพานปัญหาสูตร)
ปัญญาความฉลาดการเห็นการเกิดดับ
ศรัทธาเชื่อตามเชื่อในการตรัสรู้ของตถาคตแล้วนำไปพิสูจน์ (เทียบกาลามสูตร)
ภวังค์เหม่อ ใจลอยศัพท์ชั้นอภิธรรมและอรรถกถา ไม่ใช่ศัพท์ในพระสูตรหลัก
ปีติดีใจองค์ฌาน และเป็นกุศลหรืออกุศลก็ได้ตามว่าอาศัยอามิสหรือไม่
ธรรมะศาสนา หรือความดีมีอย่างน้อย 5 ความหมาย ต้องดูบริบท

[14] [1] [11] [2] [15] [4] [9] [10]

บุคคลและฐานะในพระสูตร

ศัพท์หมวดนี้บอกว่าใครพูดกับใคร และผู้ฟังอยู่ในฐานะใด เช่น ตถาคต ภิกษุ ปุถุชน อริยสาวก หรือโสดาบัน การรู้ฐานะช่วยให้เข้าใจว่าคำสอนตอนนั้นพูดกับคนระดับไหน [1] [10]

ศัพท์หมวดบุคคลและฐานะ

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ศัพท์หมวดบุคคลและฐานะ
คำบาลีความหมายง่าย / ตัวอย่างตามตัวอักษรมักสับสนกับ / หมายเหตุที่มาในพระสูตร
ตถาคตTathāgataคำที่พระพุทธเจ้าใช้เรียกตัวเองในพระสูตร กลุ่มพุทธวจนเน้นคำนี้มาก จนมีหนังสือเล่มชื่อ “ตถาคต”ตถา (อย่างนั้น) + คต (ไปแล้ว) หรือ อาคต (มาแล้ว)คำว่า “พระพุทธเจ้า” เป็นคำที่คนอื่นเรียก ส่วน “ตถาคต” คือคำที่ทรงใช้เรียกพระองค์เองปัจจยสูตร, มูลปริยายสูตร
พระผู้มีพระภาคBhagavāคำที่ผู้รวบรวมพระสูตรใช้เรียกพระพุทธเจ้าผู้มีโชค ผู้จำแนกธรรม—ทุกสูตร
สัมมาสัมพุทธะsammāsambuddhaผู้ค้นพบทางขึ้นใหม่โดยไม่มีครูผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเองปัจเจกพุทธะตรัสรู้เองเช่นกันแต่ไม่สอนผู้อื่นบทนมัสการ
อรหันต์arahantผู้สิ้นอาสวะแล้ว เป็นทั้งพระนามของพระพุทธเจ้าและฐานะของสาวกผู้ควร ผู้ไกลจากกิเลส—อนัตตลักขณสูตร
ภิกษุbhikkhuนักบวชชาย คำว่า “ภิกษุทั้งหลาย” คือการเรียกผู้ฟังผู้ขอ ผู้เห็นภัยในสังสารฆราวาสฟังพระสูตรที่ตรัสกับภิกษุแล้วนำไปใช้ได้ทุกสูตร
ภิกษุณีbhikkhunīนักบวชหญิง———
อุบาสก / อุบาสิกาupāsaka–upāsikāชาวพุทธฆราวาสชายและหญิงผู้นั่งใกล้——
บริษัท 4parisāภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกากลุ่ม หมู่—มหาปรินิพพานสูตร
สาวกsāvakaผู้ฟังคำสอนแล้วนำไปปฏิบัติผู้ฟังไม่ได้หมายถึงพระเถระเท่านั้น—
อริยสาวกariyasāvakaผู้ “ได้สดับ” (sutavā) และเห็นขันธ์ตามจริงสาวกผู้ประเสริฐใช้คู่ตรงข้ามกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับจูฬเวทัลลสูตร, ขัชชนิยสูตร
ปุถุชนputhujjanaผู้ที่ “ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ” ยังเห็นรูปว่าเป็นตนคนหนา (ด้วยกิเลส) คนส่วนมากไม่ได้แปลว่าคนเลว หมายถึงคนที่ยังไม่ได้ศึกษามูลปริยายสูตร, จูฬเวทัลลสูตร
อัสสุตวาassutavāคำขยายของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับสุตวา แปลว่าผู้ได้สดับมูลปริยายสูตร
สัปบุรุษsappurisaคนที่ควรคบหา ฟังธรรมจากท่านได้คนดี คนสงบใช้คู่กับอสัปบุรุษจูฬเวทัลลสูตร
อริยบุคคลariya-puggalaผู้บรรลุตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปบุคคลผู้ประเสริฐ——
โสดาบันsotāpannaละสังโยชน์ 3 ได้แล้ว คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ไม่ไปอบายอีกผู้ถึงกระแส (นิพพาน)กลุ่มพุทธวจนมีหนังสือ “คู่มือโสดาบัน”สังโยชนสูตร (สังโยชน์)
สกทาคามีsakadāgāmīละสังโยชน์ 3 ได้ และราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลงผู้กลับมาอีกครั้งเดียว——
อนาคามีanāgāmīละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 ได้แล้วผู้ไม่กลับมา——
เสขะsekhaอริยบุคคลที่ยังไม่ถึงอรหันต์ผู้ยังต้องศึกษา——
อเสขะasekhaพระอรหันต์ผู้ไม่ต้องศึกษาแล้ว——
ขีณาสพkhīṇāsavaชื่อเรียกพระอรหันต์อีกชื่อหนึ่งผู้สิ้นอาสวะ——
ศาสดาsatthāพระพุทธเจ้าในฐานะครูครู ผู้สอน—มหาปรินิพพานสูตร
สมณะsamaṇaนักบวชทั่วไปในสมัยนั้นผู้สงบ——
พราหมณ์brāhmaṇaวรรณะนักบวช บางสูตรใช้หมายถึง “ผู้ลอยบาปแล้ว”—ระวัง บางที่ไม่ได้หมายถึงวรรณะ—
เทวดาdevaสัตว์ในภพสูงผู้ส่องสว่าง—มูลปริยายสูตร
มารmāraผู้ขัดขวางการพ้นทุกข์ บางสูตรหมายถึงขันธ์ผู้ฆ่า——
พรหมbrahmāสัตว์ในรูปภพผู้ประเสริฐ—มูลปริยายสูตร
กัลยาณมิตรkalyāṇamittaผู้ชี้ทางที่ถูกมิตรดี——

[3] [1] [8] [21] [10] [9] [20]

อริยสัจ 4 และอริยมรรคมีองค์ 8

อริยสัจ 4 คือแกนกลางของคำสอน ส่วนอริยมรรคมีองค์ 8 คือทางปฏิบัติ มัคควิภังคสูตร นิยามมรรคแต่ละองค์ไว้เอง และธัมมจักกัปปวัตตนสูตร วางโครงอริยสัจทั้งสี่ [11] [12]

ศัพท์หมวดอริยสัจ 4 และมรรคมีองค์ 8

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ศัพท์หมวดอริยสัจ 4 และมรรคมีองค์ 8
คำบาลีความหมายง่าย / ตัวอย่างตามตัวอักษรมักสับสน / หมายเหตุที่มาในพระสูตร
อริยสัจariyasaccaความจริง 4 ข้อที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงอันประเสริฐ—ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ทุกข์dukkhaการเกิด แก่ เจ็บ ตาย การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก “โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์”ทนได้ยากไม่ได้หมายถึงความเศร้าเท่านั้นธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ทุกขสมุทัยsamudayaตัณหาที่ “มีนันทิราคะเป็นเครื่องร่วม” ได้แก่ กาม ภว และวิภวตัณหาการเกิดขึ้นพร้อม—ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ทุกขนิโรธnirodhaความดับตัณหาโดยไม่เหลือความดับ—ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาmaggaอริยมรรคมีองค์ 8ทางไปสู่ความดับทุกข์—ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
กิจในอริยสัจ (ปริญญา ปหานะ สัจฉิกิริยา ภาวนา)—ทุกข์ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ นิโรธต้องทำให้แจ้ง มรรคต้องเจริญรอบรู้ ละ ทำให้แจ้ง ทำให้เจริญระวังจับคู่สลับกันธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
อริยมรรคมีองค์ 8ariya aṭṭhaṅgika maggaทั้ง 8 องค์ต้องทำไปด้วยกัน ไม่ได้เป็นขั้นบันไดที่ต้องทำทีละขั้นทางประเสริฐ 8 ส่วน—มัคควิภังคสูตร
สัมมาทิฏฐิsammādiṭṭhiมัคควิภังคสูตร นิยามว่าคือ “ความรู้ในทุกข์ ในเหตุเกิดทุกข์ ในความดับทุกข์ ในทางดับทุกข์”ความเห็นชอบไม่ได้หมายถึงแค่การมีความเห็นที่ดีมัคควิภังคสูตร, สัมมาทิฏฐิสูตร
สัมมาสังกัปปะsammāsaṅkappaดำริออกจากกาม ดำริไม่พยาบาท ดำริไม่เบียดเบียนความดำริชอบ—มัคควิภังคสูตร
สัมมาวาจาsammāvācāเว้นการพูดเท็จ ส่อเสียด หยาบ และเพ้อเจ้อวาจาชอบ—มัคควิภังคสูตร
สัมมากัมมันตะsammākammantaเว้นการฆ่า การลักทรัพย์ และการประพฤติผิดในกามการกระทำชอบ—มัคควิภังคสูตร
สัมมาอาชีวะsammāājīvaละมิจฉาชีพเลี้ยงชีพชอบ—มัคควิภังคสูตร
สัมมาวายามะsammāvāyāmaความเพียร 4 ทาง คือ ป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด รักษากุศลที่เกิดแล้วความพยายามชอบตรงกับสัมมัปปธาน 4มัคควิภังคสูตร
สัมมาสติsammāsatiมัคควิภังคสูตร นิยามว่าคือสติปัฏฐาน 4 คือ “มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกได้”ระลึกชอบไม่ได้แปลว่ารู้ตัวเฉย ๆมัคควิภังคสูตร
สัมมาสมาธิsammāsamādhiมัคควิภังคสูตร นิยามว่าคือฌาน 1–4ตั้งมั่นชอบไม่ใช่การนั่งเหม่อมัคควิภังคสูตร
มิจฉา-micchāใช้นำหน้าองค์มรรคที่ผิด เช่น มิจฉาทิฏฐิผิด——
มัชฌิมาปฏิปทาmajjhimā paṭipadāทางที่ไม่ไปสุดทางใดทางหนึ่ง คือมรรค 8ทางสายกลางไม่ได้แปลว่าทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
กามสุขัลลิกานุโยคkāmasukhallikānuyogaความสุดทางแรกการหมกมุ่นในกามสุข—ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
อัตตกิลมถานุโยคattakilamathānuyogaความสุดทางที่สองการทรมานตน—ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

[12] [11]

ปฏิจจสมุปบาท: นิยามจากวิภังคสูตร

วิภังคสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงนิยามองค์ปฏิจจสมุปบาททั้ง 12 ด้วยพระองค์เอง ช่องความหมายในตารางนี้จึงสรุปจากพระสูตรโดยตรง ส่วนปัจจยสูตร อธิบายว่ากฎนี้ตั้งอยู่ไม่ว่าตถาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่ [2] [3]

ตารางสิบสองช่องเรียงองค์ปฏิจจสมุปบาท อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ พร้อมคำบาลีและความหมายย่อ
องค์ทั้ง 12 ตามนิยามในวิภังคสูตร เวทนาและตัณหาถูกเน้นสีเพราะเป็นจุดที่สังเกตได้ในชีวิตประจำวัน [2]
องค์ปฏิจจสมุปบาทและศัพท์ที่เกี่ยวข้อง ตามนิยามใน วิภังคสูตร

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

องค์ปฏิจจสมุปบาทและศัพท์ที่เกี่ยวข้อง ตามนิยามใน วิภังคสูตร
คำบาลีนิยามในพระสูตร + ความหมายง่ายตามตัวอักษรมักสับสน / หมายเหตุ
ปฏิจจสมุปบาทpaṭiccasamuppādaห่วงโซ่เหตุปัจจัยของการเกิดทุกข์และการดับทุกข์ปฏิจฺจ (อาศัย) + สํ (พร้อม) + อุปฺปาท (เกิด)ไม่ใช่ทฤษฎีกำเนิดจักรวาล
ปฏิจจสมุปปันนธรรมpaṭiccasamuppannā dhammāตัวองค์แต่ละข้อ เช่น ชรามรณะ เป็นสิ่งที่ “ไม่เที่ยง ปรุงแต่ง อาศัยกันเกิด” (ปัจจยสูตร)สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกันปฏิจจสมุปบาทคือ “กฎ” ส่วนปฏิจจสมุปปันนธรรมคือ “สิ่ง” ที่เกิดตามกฎ
อิทัปปัจจยตาidappaccayatāปัจจยสูตร: “พระตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ยังดำรงอยู่”ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้—
ธัมมฐิติ / ธัมมนิยาม—ความเป็นกฎที่ไม่มีใครสร้างขึ้นความตั้งอยู่ของธรรม ความแน่นอนของธรรม—
ปัจจัยpaccayaเงื่อนไข ไม่ใช่ผู้สร้างสิ่งที่อาศัยให้เกิด—
สายเกิด / สายดับ (อนุโลม–ปฏิโลม)—“เพราะ...เป็นปัจจัย จึงมี...” คือสายเกิด “เพราะ...ดับ จึง...ดับ” คือสายดับ——
อวิชชาavijjā“ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่รู้ทางดับทุกข์”ไม่รู้ไม่ได้แปลว่าโง่หรือไม่มีความรู้ทั่วไป
สังขาร (ในปฏิจจสมุปบาท)saṅkhāraสังขาร 3 คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร ตาม จูฬเวทัลลสูตร: กายสังขาร = ลมหายใจเข้าออก วจีสังขาร = วิตกวิจาร จิตตสังขาร = สัญญาและเวทนาสิ่งที่ปรุงแต่งต่างจาก “สังขารขันธ์” และต่างจากคำว่าสังขารที่แปลว่าร่างกายในภาษาไทย
วิญญาณviññāṇaวิญญาณ 6 คือ จักขุวิญญาณ ... มโนวิญญาณการรู้แจ้งไม่ใช่ผีหรือวิญญาณที่ล่องลอยข้ามภพ มหาตัณหาสังขยสูตร ตรัสแก้ภิกษุสาติที่เห็นว่าวิญญาณนี้แล่นไปท่องเที่ยวไป
นามรูปnāmarūpaนาม = เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ / รูป = มหาภูต 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตนามและรูปนามไม่ได้หมายถึงจิตทั้งหมด พระสูตรระบุไว้ 5 อย่าง
สฬายตนะsaḷāyatanaตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอายตนะ 6—
ผัสสะphassaผัสสะ 6 คือ จักขุสัมผัส ... มโนสัมผัสการกระทบ—
เวทนาvedanāเวทนา 6 ที่เกิดจากผัสสะ 6การเสวยอารมณ์ไม่ได้แปลว่าน่าสงสาร
ตัณหาtaṇhāวิภังคสูตร แบ่งตามสิ่งที่อยาก เป็นตัณหา 6 คือ รูปตัณหา ... ธัมมตัณหา ส่วน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แบ่งตามลักษณะ เป็นตัณหา 3ความกระหายการแบ่ง 2 แบบนี้ไม่ได้ขัดกัน แค่ใช้เกณฑ์ต่างกัน
อุปาทานupādānaอุปาทาน 4 คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทานการยึด เชื้อไม่ได้แปลว่าคิดไปเอง (ความหมายในภาษาไทย)
ภพbhavaภพ 3 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพความมี ความเป็นดูหัวข้อ “ภพ/ชาติ: สองมุมอธิบาย”
ชาติjāti“ความเกิด การก้าวลง การบังเกิด ความปรากฏแห่งขันธ์ การได้อายตนะ ของสัตว์ในหมู่สัตว์นั้น ๆ”ความเกิดไม่ได้หมายถึงประเทศหรือเชื้อชาติ
ชราjarāความชรา ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว อายุเสื่อมความแก่—
มรณะmaraṇaความจุติ ขันธ์แตก การทอดทิ้งร่างความตาย—
โสกะsokaความแห้งใจอยู่ข้างในความโศก—
ปริเทวะparidevaการร้องไห้รำพันความคร่ำครวญ—
ทุกขะ / dukkha (กาย)—ความเจ็บปวดทางกายทุกข์—
โทมนัสdomanassaความทุกข์ใจใจไม่ดี—
อุปายาสupāyāsaความสิ้นหวัง ความอัดอั้นความคับแค้น—
“ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น”kevalassa dukkhakkhandhassa samudayaประโยคปิดท้ายสายเกิด——

[3] [10] [15] [2] [12]

  • ในพระสูตร: วิภังคสูตร นิยามชาติว่าเป็น “การปรากฏแห่งขันธ์ของสัตว์” อังคุตตรนิกาย ภวสูตร ตรัสว่า “กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง” ซึ่งเป็นเหตุให้มีภพ ส่วน สมาธิสูตร ตามที่หนังสือพุทธวจนแปลไว้ว่า “ความเพลินใดในรูป ความเพลินนั้นคืออุปาทาน เพราะอุปาทาน...เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ”
  • อรรถกถา: อธิบายแบบข้ามสามชาติ คือ “สังเขป 4 สนธิ 3 อัทธา 3 อาการ 20” โดยให้นันทิเป็นอดีต ทุกข์และภพเป็นปัจจุบัน และชาติชรามรณะเป็นอนาคต
  • สายพุทธวจน: ยกพระสูตรอย่าง สมาธิสูตร เพื่อชี้ว่าเห็นการเกิดภพชาติได้จากความเพลินในปัจจุบัน และหนังสือ “ภพภูมิ” ก็พูดถึงการเกิดในภพภูมิด้วย ผู้เรียบเรียงไม่พบถ้อยคำของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ที่อธิบายเรื่องนี้โดยตรง จึงขอให้ผู้ศึกษาฟังจากต้นฉบับการบรรยายเอง
  • สายพุทธทาสภิกขุ (เพื่อเปรียบเทียบ): เน้นว่า “การเกิด” ที่ปฏิจจสมุปบาทพูดถึง เกิดได้ในจิตใจขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ คนคนหนึ่งเกิดได้หลายครั้งในวันเดียว

[2] [6]

ขันธ์ 5 และอุปาทานขันธ์ (ขัชชนิยสูตร)

ขัชชนิยสูตร อธิบายว่าทำไมขันธ์แต่ละขันธ์จึงมีชื่อนั้น เมื่อขันธ์ยังเป็นที่ตั้งของการยึด จะเรียกว่าอุปาทานขันธ์ ซึ่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตรสรุปว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ [9] [12]

ตารางขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พร้อมนิยามโดยสรุปจากขัชชนิยสูตร และตัวอย่างการดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว
ขันธ์ทั้ง 5 ทำงานพร้อมกันในประสบการณ์เดียว ตัวอย่างกาแฟเป็นการเทียบเคียงของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ข้อความในพระสูตร [9]
ศัพท์หมวดขันธ์ 5 ตามขัชชนิยสูตร

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ศัพท์หมวดขันธ์ 5 ตามขัชชนิยสูตร
คำบาลีความหมายในพระสูตร / ตัวอย่างตามตัวอักษรมักสับสน
ขันธ์khandhaกลุ่มประสบการณ์ 5 กลุ่มกอง—
อุปาทานขันธ์upādānakkhandhaขันธ์ที่ยังมีการยึดอยู่ “โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์”กองที่เป็นที่ตั้งของการยึดขันธ์ของพระอรหันต์ไม่ใช่อุปาทานขันธ์
รูปrūpa“ถูกเบียดเบียนด้วยหนาว ร้อน หิว กระหาย เหลือบ ยุง...” ตัวอย่างคือร่างกายสิ่งที่แตกสลาย (ruppati)ในหมวดอายตนะ คำว่ารูปแปลว่า “สิ่งที่เห็นด้วยตา”
มหาภูตรูป 4 (ปฐวี อาโป เตโช วาโย)—ธาตุดิน (แข็ง) ธาตุน้ำ (เกาะกุม) ธาตุไฟ (ร้อน) ธาตุลม (เคลื่อนไหว)รูปใหญ่ 4ไม่ได้หมายถึงดินน้ำไฟลมตามตัวอักษร
อุปาทายรูปupādāya rūpaรูปที่เกิดจากมหาภูตรูปที่อาศัยมหาภูตไม่ได้เกี่ยวกับ “อุปาทาน”
เวทนาvedanā“รู้สึกสุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข” ตัวอย่าง: ได้กลิ่นกาแฟแล้วรู้สึกดีการรู้สึก—
สุขเวทนา / ทุกขเวทนา / อทุกขมสุขเวทนา—เวทนาสุข เวทนาทุกข์ และเวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุข—อทุกขมสุขเวทนาคือ “อุเบกขาเวทนา” ซึ่งไม่ใช่อุเบกขาที่เป็นธรรมฝ่ายดี
สัญญาsaññā“หมายรู้สีเขียว เหลือง แดง ขาว” ตัวอย่าง: เห็นแล้วรู้ว่า “นี่คือแม่”การจำได้หมายรู้ไม่ได้แปลว่าสัญญาที่ทำกัน (contract)
สังขาร (ขันธ์)saṅkhāra“ปรุงแต่งสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง” แก่นของมันคือเจตนาผู้ปรุง—
วิญญาณ (ขันธ์)viññāṇa“รู้แจ้ง (vijānāti)” ตัวอย่าง: รู้รสว่าเปรี้ยวหรือหวานการรู้แจ้งไม่ใช่ผี
สักกายะsakkāyaอุปาทานขันธ์ 5กายของตนที่มีอยู่—
สักกายทิฏฐิsakkāyadiṭṭhiจูฬเวทัลลสูตร อธิบายว่ามี 20 แบบ คือ เห็นรูปเป็นตน เห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูป แล้วคูณด้วยขันธ์ 5ความเห็นว่าเป็นกายของตน—

[10]

อายตนะและการรับรู้

สัพพสูตร กล่าวว่า “สิ่งทั้งปวง” คือตากับรูป หูกับเสียง ไปจนถึงใจกับธรรมารมณ์ คำในหมวดนี้จึงใช้บ่อยมากเวลาพระสูตรพูดถึงการรับรู้และโลก [16]

ศัพท์หมวดอายตนะ ผัสสะ และอารมณ์

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ศัพท์หมวดอายตนะ ผัสสะ และอารมณ์
คำบาลีความหมายง่ายหมายเหตุ / อ้างอิง
อายตนะāyatana“ที่ต่อ” หรือ “บ่อเกิด” ของการรับรู้—
อายตนะภายใน 6 (อัชฌัตติกายตนะ)—จักขุ (ตา) โสต (หู) ฆาน (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กาย มโน (ใจ)สฬายตนสังยุต
อายตนะภายนอก 6 (พาหิรายตนะ)—รูป สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ โผฏฐัพพะ (สิ่งที่สัมผัสกาย) ธรรมารมณ์ (สิ่งที่ใจรู้)—
จักขุcakkhuตา (ประสาทตา)—
โสตsotaหู—
ฆานghānaจมูก—
ชิวหาjivhāลิ้น—
กายkāyaผิวกายในหมวดอื่นแปลว่าร่างกายหรือกลุ่ม
มโนmanoใจดู “จิต มโน วิญญาณ”
รูป (อารมณ์)—สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาต่างจากรูปขันธ์
โผฏฐัพพะphoṭṭhabbaสิ่งที่กระทบผิวกาย เช่น ร้อน เย็น อ่อน แข็ง—
ธรรมารมณ์dhammāเรื่องที่ใจรู้ เช่น ความคิด ความจำ—
วิญญาณ 6—จักขุวิญญาณ (รู้ทางตา) ... มโนวิญญาณวิภังคสูตร
ผัสสะ 6—“เพราะอาศัยตาและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ การประจวบของสามอย่างนั้นคือผัสสะ”ฉฉักกสูตร
สัพพะ (ทั้งปวง)sabbaในพระสูตร “สิ่งทั้งปวง” คือ ตากับรูป หูกับเสียง ... ใจกับธรรมารมณ์สัพพสูตร
ทวารdvāraประตู คือช่องทางรับรู้—
อินทรีย์ (ในความหมายอายตนะ)—“ผู้เป็นใหญ่” ในหน้าที่ของตน เช่น จักขุนทรีย์ต่างจากอินทรีย์ 5 ในหมวดปฏิบัติ
อารมณ์ārammaṇaสิ่งที่จิตรับรู้ไม่ได้แปลว่า mood อย่างในภาษาไทย
สฬายตนนิโรธ—ความดับของอายตนะ 6—

[2] [16]

ไตรลักษณ์: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ไตรลักษณ์คือลักษณะสามอย่างของสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง อนัตตลักขณสูตร ใช้คำถามตอบแบบ “เที่ยงหรือไม่เที่ยง” ซึ่งได้ยินบ่อยในการบรรยาย [8]

ศัพท์หมวดไตรลักษณ์

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ศัพท์หมวดไตรลักษณ์
คำบาลีความหมายง่าย / ตัวอย่างที่มาในพระสูตร
อนิจจังaniccaไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด เช่น อารมณ์ดีตอนเช้า บ่ายก็หายไปนันทิขยสูตร
ทุกขังdukkhaทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ จึงไม่ใช่ที่พึ่งถาวรอนัตตลักขณสูตร
อนัตตาanattāไม่ใช่ตัวตน บังคับไม่ได้ “รูปมิใช่ตัวตน” ถ้ารูปเป็นตัวตน ก็คงบังคับได้ว่า “ขอจงเป็นอย่างนี้”อนัตตลักขณสูตร
เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตา—“นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” ปฏิเสธทีละขั้น คือ ปฏิเสธตัณหา (ของเรา) มานะ (เป็นเรา) และทิฏฐิ (ตัวตนของเรา)อนัตตลักขณสูตร
สังขตะsaṅkhataสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง มีเกิด เสื่อม และแปรปรวน—
อสังขตะasaṅkhataสิ่งที่ไม่ถูกปรุงแต่ง คือนิพพาน—
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา / สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา—สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง แต่ “ธรรมทั้งปวง” เป็นอนัตตา (ครอบคลุมกว้างกว่า)อุปปาทสูตร
วิปริณามธรรมvipariṇāmadhammaมีความแปรปรวนเป็นธรรมดาอนัตตลักขณสูตร

[7] [8]

กิเลสและเหตุแห่งทุกข์

หมวดนี้เป็นศัพท์ที่อธิบายว่าทุกข์เกิดจากอะไร ตั้งแต่นันทิ ราคะ ตัณหา ไปจนถึงสังโยชน์ 10 และนิวรณ์ 5 หลายคำมีความหมายใกล้กัน จึงควรดูช่อง “ระวังสับสน” ประกอบ [1] [20]

ศัพท์หมวดกิเลส ตัณหา สังโยชน์ และนิวรณ์

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ศัพท์หมวดกิเลส ตัณหา สังโยชน์ และนิวรณ์
คำบาลีความหมายง่าย / ตัวอย่างตามตัวอักษรมักสับสน / อ้างอิง
นันทิnandīอาการที่ใจ “จมแช่” ลงไปกับสิ่งที่รับรู้ เช่น ดูซีรีส์จนลืมเวลา หรือนั่งนึกถึงคำชมซ้ำไปมา มูลปริยายสูตร: “นนฺทิ ทุกฺขสฺส มูลํ” ฉบับหลวงแปลว่า “ความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์” (ม.มู. ๑๒/๑–๑๐)ความเพลิน ความยินดีไม่ได้แปลว่าความสุขทุกชนิด เวทนาสุขไม่ใช่นันทิ นันทิคือการเข้าไปเพลินในเวทนานั้น / อรรถกถาอธิบายว่าคือ “ตัณหาครั้งแรก (ในอดีต)”
นันทิราคะnandirāgaหนังสือ “ภพภูมิ” ของพุทธวจน: “นันทิราคะ พึงเห็นว่าเหมือนกับน้ำ” คือวิญญาณเป็นเหมือนพืช และนันทิราคะเป็นน้ำที่ทำให้พืชงอกความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินพีชสูตร
อภินันทนาabhinandatiปุถุชนใน มูลปริยายสูตร “ย่อมเพลิดเพลินซึ่งดิน...”เพลิดเพลินยิ่งมูลปริยายสูตร
ราคะrāgaความกำหนัด ความติดใจย้อมใจนันทิขยสูตร
ฉันทะchandaใช้ได้ทั้งฝ่ายกิเลสและฝ่ายกุศล เช่น ฉันทะในอิทธิบาท 4 เป็นฝ่ายดีความพอใจต้องดูบริบททุกครั้ง
ฉันทราคะchandarāga“สิ่งใดเป็นทุกข์ พึงละฉันทราคะในสิ่งนั้น” (ราธสังยุต)ความพอใจด้วยกำหนัด—
สาราคะsārāgaในมิคชาลสูตร “เมื่อนันทิมี สาราคะย่อมมี เมื่อสาราคะมี สัญโญคะย่อมมี”ความกำหนัดยิ่งมิคชาลสูตร
สัญโญคะsaṃyogaใจถูกผูกติดกับอารมณ์ความผูกพัน—
อุปายะupayaหนังสือพุทธวจนแปลว่า “กิเลสเป็นเหตุเข้าไปสู่ภพ”การเข้าไปหา—
โลภะlobhaอยากได้ความโลภอกุศลมูล
โทสะdosaความโกรธ ความขัดเคืองความประทุษร้ายอกุศลมูล
โมหะmohaความไม่รู้ตามจริงความหลงอกุศลมูล
อกุศลมูล 3akusalamūlaโลภะ โทสะ โมหะรากของอกุศล—
ตัณหา 3—กามตัณหา (อยากในกามคุณ) ภวตัณหา (อยากมี อยากเป็น) วิภวตัณหา (อยากไม่มี ไม่เป็น เช่น อยากให้ความรู้สึกนี้หายไปเสีย)—ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร / วิภวตัณหาไม่ได้แปลว่าอยากตาย
อาสวะāsavaกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะสิ่งที่หมักดอง ไหลซึมสัพพาสวสูตร
อนุสัยanusayaกิเลสที่แฝงอยู่ เช่น ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัยสิ่งที่นอนเนื่องจูฬเวทัลลสูตร
สังโยชน์ 10saṃyojanaเบื้องต่ำ 5: สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ / เบื้องสูง 5: รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาเครื่องผูกสังโยชนสูตร
สักกายทิฏฐิ—เห็นขันธ์ว่าเป็นตน—จูฬเวทัลลสูตร
วิจิกิจฉาvicikicchāลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และในทางปฏิบัติความลังเล—
สีลัพพตปรามาสsīlabbataparāmāsaการยึดพิธีกรรมหรือข้อวัตรว่าจะทำให้บริสุทธิ์ได้ เช่น เชื่อว่าการทำพิธีจะ “แก้กรรม” ได้ลูบคลำศีลและพรตกลุ่มพุทธวจนมีหนังสือ “แก้กรรม” และ “เดรัจฉานวิชา”
กามราคะ—กำหนัดในกาม——
ปฏิฆะpaṭighaความขัดใจความกระทบกระทั่ง—
รูปราคะ / อรูปราคะ—ติดใจในฌานหรือภพที่ละเอียด——
มานะmānaสำคัญว่าตน “ดีกว่า” “เท่ากัน” หรือ “ด้อยกว่า” เขา ทั้ง 3 แบบเป็นมานะหมดความถือตัวไม่ได้หมายถึงความเพียร (ความหมายในภาษาไทย)
อัสมิมานะasmimānaความสำคัญว่า “เรามี เราเป็น”——
อุทธัจจะuddhaccaความฟุ้ง——
นิวรณ์ 5nīvaraṇaกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ (ความหดหู่ ง่วงซึม) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ) วิจิกิจฉาเครื่องกั้นจิตโพชฌงคสังยุต
อภิชฌาabhijjhāความเพ่งเล็งอยากได้—ใช้คู่กับโทมนัสในบทสติปัฏฐาน
พยาบาทbyāpādaความคิดร้าย——
อุปกิเลสupakkilesaกิเลสที่ทำให้จิตหมอง (มีหลายหมวดในพระสูตร)เครื่องเศร้าหมองวัตถูปมสูตร
ปปัญจะpapañcaความคิดที่แตกกิ่งก้านเพราะตัณหา มานะ ทิฏฐิ เช่น เขาไม่ทักแล้วคิดต่อไปจนเป็นเรื่องใหญ่ความเนิ่นช้า แตกขยายมธุปิณฑิกสูตร
มัญญนาmaññatiตาม มูลปริยายสูตร ปุถุชน “สำคัญซึ่งดิน สำคัญในดิน สำคัญโดยความเป็นดิน สำคัญว่าดินของเรา”การสำคัญมั่นหมายมูลปริยายสูตร
ทิฏฐิdiṭṭhiใช้ลอย ๆ มักหมายถึงความเห็นผิดความเห็น—
ปมาทะpamādaความเลินเล่อ ปล่อยปละความประมาทมหาปรินิพพานสูตร
โอฆะ / โยคะ—ชื่อเรียกกิเลสอีกแบบหนึ่งห้วงน้ำ / เครื่องประกอบ—

[1] [7] [12] [10] [20] [21]

ศัพท์การปฏิบัติ: ศีล สติ สมาธิ ปัญญา

ศัพท์การปฏิบัติส่วนใหญ่มีนิยามในพระสูตรชัดเจน เช่น สัมมาสติคือสติปัฏฐาน 4 และสัมมาสมาธิคือฌาน 4 (มัคควิภังคสูตร) อานาปานสติ 16 ขั้นอยู่ในอานาปานสติสูตร [11] [13]

ศัพท์หมวดการปฏิบัติ

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ศัพท์หมวดการปฏิบัติ
คำบาลีความหมายง่าย / ตัวอย่างตามตัวอักษรมักสับสน / อ้างอิง
ศีลsīlaการเว้นจากการเบียดเบียนทางกายและวาจา ไม่ใช่แค่การรับศีลเป็นพิธีความปกติ—
สมาธิsamādhiจิตตั้งมั่น ไม่กระจายความตั้งมั่น—
ปัญญาpaññāปัญญาในพระสูตรคือเห็นการเกิดดับของสิ่งต่าง ๆ ตามจริง ไม่ใช่ IQความรู้ทั่วอินทริยสังยุต
ไตรสิกขา (อธิสีล อธิจิต อธิปัญญา)—ศีล สมาธิ ปัญญาในระดับยิ่งสิกขา 3—
สติsatiสตินทรีย์ตามที่หนังสือพุทธวจนอ้าง: “ระลึกได้ ตามระลึกได้ ซึ่งกิจที่กระทำและคำพูดที่พูดแม้นานได้”ความระลึกอินทริยสังยุต / ไม่ได้แปลแค่ “รู้ตัว”
สัมปชัญญะsampajaññaรู้ตัวขณะเดิน ยืน กิน หรือพูดความรู้ตัวทั่วพร้อมใช้คู่กับสติ
อาตาปีātāpīมีความเพียรเผากิเลส—มัคควิภังคสูตร
สติปัฏฐาน 4satipaṭṭhānaกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนาที่ตั้งของสติสติปัฏฐานสูตร, มหาสติปัฏฐานสูตร, สติปัฏฐานสังยุต
อนุปัสสนาanupassanā“เห็นกายในกาย” คือดูกายตามที่เป็นกาย ไม่ปรุงต่อการตามเห็น—
อานาปานสติānāpānasatiทั้ง 16 ขั้นแบ่งเป็นหมวดกาย เวทนา จิต ธรรม หมวดละ 4 ขั้น หนังสือ “อานาปานสติ” ของพุทธวจนอ้างพระสูตรว่าอานาปานสติเจริญแล้วเป็นไปเพื่อการละสัญโญชน์สติกำหนดลมหายใจเข้าออกอานาปานสติสูตร, อานาปานสังยุต
อัสสาสะ / ปัสสาสะ—ลมหายใจเข้า / ลมหายใจออก——
สิกขติsikkhatiตั้งใจฝึกในขั้นนั้น ๆ“สำเหนียก” หรือทำในบทศึกษาอานาปานสติสูตร
อินทรียสังวรindriyasaṃvaraหนังสือพุทธวจน: “เห็นรูปด้วยตาแล้ว ไม่รวบถือเอาทั้งหมด ไม่แยกถือเอาเป็นส่วน ๆ” ฉบับหลวง: “ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ” ตัวอย่าง: เห็นคนหน้าตาดีแล้วไม่ปล่อยใจไปคิดว่า “สวยทั้งตัว” หรือ “ตาสวย ผมสวย”การสำรวมอินทรีย์ไม่ได้แปลว่าต้องหลับตาหรือห้ามมอง
นิมิตnimittaภาพรวมที่ใจหยิบมาเป็นเครื่องหมายเครื่องหมาย—
อนุพยัญชนะanubyañjanaส่วนย่อยที่ใจเก็บมาปรุงต่อรายละเอียดย่อย—
โยนิโสมนสิการyoniso manasikāraพิจารณาตามเหตุปัจจัย นันทิขยสูตรที่ 2 ตรัสว่า “จงทำในใจโดยแยบคายซึ่งรูป...ว่าไม่เที่ยง”ทำไว้ในใจโดยแยบคาย (ถึงต้นเหตุ)ตรงข้ามกับอโยนิโสมนสิการ
มนสิการmanasikāraหนึ่งในองค์ของ “นาม”การใส่ใจวิภังคสูตร
วิตกvitakkaยกจิตขึ้นสู่เรื่องการตรึกองค์ฌาน 1
วิจารvicāraประคองจิตอยู่กับเรื่องการตรอง—
ปีติpītiปีติมีทั้งแบบอาศัยอามิส (ฝ่ายโลก) และแบบไม่อาศัยอามิสความอิ่มใจนิรามิสสูตร
สุขsukhaความสบาย——
เอกัคคตาekaggatāความมีอารมณ์เดียว——
ฌานjhānaฌาน 1: มีวิตก วิจาร ปีติ สุข / ฌาน 2: ปีติ สุข ใจผ่องใส / ฌาน 3: อุเบกขา มีสติ เสวยสุข / ฌาน 4: “อุเบกขาสติปาริสุทธิ” ไม่ทุกข์ไม่สุขการเพ่งมัคควิภังคสูตร
อรูปสมาบัติ 4—อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะการเข้าถึงที่ไม่มีรูปมูลปริยายสูตร
สัญญาเวทยิตนิโรธnirodhasamāpattiสมาบัติขั้นสูงสุดความดับสัญญาและเวทนาจูฬเวทัลลสูตร
สมาบัติsamāpattiการเข้าถึง——
สมถะsamathaทำให้จิตสงบ ละราคะความสงบกลุ่มพุทธวจนมีหนังสือ “สมถะ วิปัสสนา” / พระสูตรสอนให้เจริญคู่กัน
วิปัสสนาvipassanāเห็นสังขารตามจริง ละอวิชชาการเห็นแจ้ง—
ภาวนาbhāvanāการฝึกให้เกิดขึ้นและงอกงามการทำให้เจริญไม่ได้แปลว่าการท่องบ่น
สัมมัปปธาน 4—สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธานความเพียรชอบสัมมัปปธานสังยุต
อิทธิบาท 4—ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วีมังสาทางแห่งความสำเร็จอิทธิปาทสังยุต
อินทรีย์ 5—สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาธรรมที่เป็นใหญ่อินทริยสังยุต
พละ 5—ธรรม 5 ข้อเดียวกับอินทรีย์ 5 เมื่อมีกำลังจนอกุศลครอบงำไม่ได้กำลังพลสังยุต
โพชฌงค์ 7—สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขาองค์แห่งการตรัสรู้โพชฌงคสังยุต
ธัมมวิจยะdhammavicayaแยกได้ว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศลการเลือกเฟ้นธรรม—
ปัสสัทธิpassaddhiกายและใจผ่อนคลายความสงบระงับ—
โพธิปักขิยธรรม 37—สติปัฏฐาน 4 + สัมมัปปธาน 4 + อิทธิบาท 4 + อินทรีย์ 5 + พละ 5 + โพชฌงค์ 7 + มรรค 8 = 37ธรรมฝ่ายตรัสรู้—
พรหมวิหาร 4 / อัปปมัญญา 4—เมตตา (ปรารถนาให้เป็นสุข) กรุณา (ปรารถนาให้พ้นทุกข์) มุทิตา (ยินดีด้วย) อุเบกขา (วางใจเป็นกลาง)ที่อยู่ของพรหม / ไม่มีประมาณถ้าแผ่ไปไม่มีประมาณ เรียกว่าอัปปมัญญา
อุเบกขาupekkhāพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ อธิบายว่าความมีใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง ตัวอย่าง: พ่อแม่ที่ให้ลูกโตแล้วตัดสินใจเอง แต่ยังคอยดูอยู่อุป (เข้าไป) + อิกฺขา (ดู) = “เข้าไปดู” หรือ “ดูอยู่ใกล้ ๆ”ไม่ได้แปลว่าเฉยเมยหรือไม่สนใจ ดูหัวข้อ “อุเบกขามีหลายแบบ”
ปฏิกูลมนสิการ—พิจารณาอาการ 32ใส่ใจโดยความเป็นของปฏิกูลสติปัฏฐานสูตร
อสุภะasubhaพิจารณาซากศพ เพื่อลดกามราคะความไม่งาม—
มรณสติmaraṇasatiระลึกถึงความตาย—อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต
กายคตาสติkāyagatāsatiหนังสือ “มรรควิธีที่ง่าย” ของพุทธวจน: “กายคตาสติเป็นเสาหลักเสาเขื่อนอย่างดีของจิต”สติที่ไปในกายกายคตาสติสูตร, สฬายตนสังยุต
ธาตุมนสิการ—พิจารณากายว่าเป็นธาตุ 4ใส่ใจโดยความเป็นธาตุสติปัฏฐานสูตร
อนุสสติanussatiเช่น พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติการตามระลึก—
ศรัทธาsaddhāอินทริยสังยุต ตามที่หนังสือพุทธวจนอ้าง: “เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต”ความเชื่อไม่ใช่ความเชื่อแบบงมงาย
วิริยะviriyaความเพียรเพื่อละอกุศลความเพียร—
หิริ–โอตตัปปะ—ความละอาย–ความเกรงกลัวบาป——
อัปปมาทะappamādaพระวาจาสุดท้าย “จงยังประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท”ความไม่ประมาทมหาปรินิพพานสูตร
เนกขัมมะnekkhammaการออกจากกาม——
ทานdānaกลุ่มพุทธวจนมีหนังสือ “ทาน”การให้—
สาธยายsajjhāyaกลุ่มพุทธวจนเน้นการสาธยายพระสูตร มีหนังสือ “สาธยายธรรม”การท่องออกเสียง—
โภชเนมัตตัญญุตา / ชาคริยานุโยค—ธรรมพื้นฐานของผู้ปฏิบัติรู้ประมาณในการกิน / ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น—

[11] [13] [2] [1] [10] [21]

อุเบกขามีหลายความหมายตามบริบท แยกได้ดังนี้

  1. อุเบกขาเวทนา คือเวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุข เป็นแค่ความรู้สึกกลาง ๆ ไม่ใช่คุณธรรม
  2. อุเบกขาในฌาน 3–4 คืออุเบกขาสติปาริสุทธิ หมายถึงสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา (มัคควิภังคสูตร)
  3. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ หนังสือ “อานาปานสติ” ของพุทธวจนแปลไว้ว่า “ภิกษุเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างดี” คือยังดูอยู่ ไม่ได้ทิ้ง
  4. อุเบกขาพรหมวิหาร คือวางใจเป็นกลางต่อสัตว์ทั้งหลาย
  5. อุเบกขาอาศัยเรือน (เคหสิต) เทียบกับแบบเนกขัมมะ สฬายตนวิภังคสูตร แยกอุเบกขาของปุถุชนที่ “ไม่ก้าวล่วงอารมณ์” ออกจากอุเบกขาที่อาศัยการเห็นความไม่เที่ยง อุเบกขาของปุถุชนแบบนี้แหละที่ใกล้กับคำว่า “เฉยเมย” ในภาษาไทย ซึ่งพระสูตรไม่ได้ยกย่อง

[11] [14] [13]

ผลของการปฏิบัติและการหลุดพ้น

ศัพท์หมวดนี้บอกลำดับผลของการเห็นตามจริง คือ เบื่อหน่าย คลายกำหนัด แล้วหลุดพ้น นิพพานปัญหาสูตร นิยามนิพพานว่าความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ [7] [17]

ศัพท์หมวดนิพพิทา วิราคะ วิมุตติ และนิพพาน

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ศัพท์หมวดนิพพิทา วิราคะ วิมุตติ และนิพพาน
คำบาลีความหมายง่ายตามตัวอักษรที่มาในพระสูตร
นิพพิทาnibbidāเบื่อเพราะเห็นตามจริงแล้ว ไม่ใช่เบื่อเพราะผิดหวังความเบื่อหน่ายนันทิขยสูตร: “เห็นโดยชอบ ย่อมเบื่อหน่าย”
วิราคะvirāga“สีจางออก”ความคลายกำหนัด—
นิโรธnirodhaความดับ——
วิมุตติvimuttiนันทิขยสูตร: “เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่าหลุดพ้นดีแล้ว”ความหลุดพ้น—
เจโตวิมุตติcetovimuttiหลุดพ้นด้านสมาธิ คือพ้นจากราคะใจหลุดพ้นใช้คู่กับปัญญาวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติpaññāvimuttiพ้นจากอวิชชาหลุดพ้นด้วยปัญญา—
ปฏินิสสัคคะpaṭinissaggaสละคืนความยึดการสละคืนอานาปานสติขั้นที่ 16
โวสสัคคะvossaggaใช้ในวลี “วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ”การปล่อยมัคคสังยุต
จาคะcāgaการสละ——
ญาณทัสสนะñāṇadassanaความรู้ความเห็น——
ยถาภูตญาณทัสสนะ—รู้เห็นตามเป็นจริง——
ธรรมจักษุdhammacakkhu“สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับเป็นธรรมดา” เป็นสัญลักษณ์ของการบรรลุโสดาบันดวงตาเห็นธรรมธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
อมตะamataชื่อหนึ่งของนิพพานไม่ตาย—
นิพพานnibbānaนิพพานปัญหาสูตร: “ความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ”ดับ (ไฟ) ดับเย็นไม่ใช่สวรรค์ และไม่ใช่การดับสูญแบบอุจเฉททิฏฐิ
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ—พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิต ขันธ์ยังอยู่ ยังรู้สึกสุขทุกข์ได้นิพพานธาตุที่ยังมีเชื้อเหลือนิพพานธาตุสูตร
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ—เมื่อพระอรหันต์สิ้นชีวิต “เวทนาทั้งปวงจักเย็น”นิพพานธาตุที่ไม่มีเชื้อเหลือนิพพานธาตุสูตร
อนุปาทาปรินิพพาน—เป้าหมายของพรหมจรรย์ปรินิพพานเพราะไม่ยึดมั่น—
ปรินิพพานparinibbānaดับรอบ——
วิชชา 3 / อภิญญา—ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ อาสวักขยญาณความรู้แจ้ง / ความรู้ยิ่ง—
โสตาปัตติมรรค / ผล—ทางและผลของการถึงกระแส——

[7] [12] [17]

คำทั่วไปในพระสูตรที่ฟังแล้วมักงง

คำเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในหมวดธรรมโดยตรง แต่ปรากฏบ่อยจนถ้าไม่รู้ความหมายจะฟังสะดุด เช่น ธรรม โลก กาม กรรม และสัทธรรมปฏิรูป [19]

คำทั่วไปที่พบบ่อยในพระสูตร

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

คำทั่วไปที่พบบ่อยในพระสูตร
คำบาลีความหมายง่ายหมายเหตุ / อ้างอิง
ธรรมdhamma(1) คำสอน (2) ความจริงหรือกฎ (3) สิ่งทั้งปวง (4) ธรรมารมณ์ (5) คุณสมบัติหรือภาวะ เช่น “นิโรธธรรม” แปลว่ามีความดับเป็นธรรมดาต้องดูบริบททุกครั้ง
ธาตุdhātuธาตุ คุณสมบัติ สภาวะปัจจยสูตร ใช้ “ธาตุ” หมายถึงกฎ
โลกlokaในพระสูตรหมายถึงประสบการณ์ทางอายตนะ “สิ่งที่แตกสลาย”กัจจานโคตตสูตร: โลกส่วนมากอาศัยความเห็นว่า “มี” หรือ “ไม่มี”
กามkāmaความใคร่ หรือวัตถุที่น่าใคร่ไม่ได้หมายถึงเรื่องเพศเท่านั้น
กามคุณ 5—รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่—
อัสสาทะ / อาทีนวะ / นิสสรณะ—รสอร่อย / โทษ / ทางออกสามคำนี้ใช้เป็นสูตรพิจารณาทุกเรื่อง
สมุทยะ / อัตถังคมะ—ความเกิด / ความดับไปใช้ในวลี “รู้ความเกิด ความดับ รสอร่อย โทษ และทางออก”
กุศลkusalaฉลาด ดีงาม เกื้อกูลต่อการพ้นทุกข์—
อกุศลakusalaไม่ฉลาด เป็นโทษ—
บุญpuññaความดีที่ชำระใจ ให้ผลเป็นสุขไม่ใช่แต้มสะสม
บาปpāpaความชั่ว ความลามก—
กรรมkammaนิพเพธิกสูตร: “เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ”ไม่ได้แปลว่าโชคชะตา / ฉบับหลวง องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๓๓๔
วิบากvipākaผลของกรรม—
เจตนาcetanāความจงใจหนึ่งในองค์ของ “นาม”
อาหาร 4—กวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหารอาหารสูตร, ปุตตมังสสูตร
อัตตาattāตัวตน—
สัสสตทิฏฐิ / อุจเฉททิฏฐิ—เห็นว่าเที่ยงแท้ (มีตัวตนถาวร) / เห็นว่าขาดสูญปฏิจจสมุปบาทเป็นทางสายกลางระหว่างสองความเห็นนี้ (กัจจานโคตตสูตร)
อัพยากตะabyākataปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่ ตถาคตตายแล้วเกิดหรือไม่ ไม่ทรงตอบเพราะไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน (เปรียบกับคนถูกยิงด้วยลูกศร)จูฬมาลุงกยสูตร, อัพยากตสังยุต
สัทธรรมsaddhammaธรรมแท้—
สัทธรรมปฏิรูปsaddhammapaṭirūpaธรรมปลอม ที่หน้าตาเหมือนธรรมแท้ กลุ่มพุทธวจนเน้นคำนี้มาก ใช้คู่กับอาณิสูตรสัทธัมมปฏิรูปกสูตร
สวากขาตธรรม (คุณ 6)—สันทิฏฐิโก (เห็นได้เอง) อกาลิโก (ไม่ขึ้นกับเวลา) เอหิปัสสิโก (เรียกให้มาดูได้) โอปนยิโก (น้อมเข้ามาในตน) ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ (วิญญูชนรู้ได้เฉพาะตน)บทธรรมคุณ
สุตตันตะsuttantaตัวพระสูตรใช้ในอาณิสูตร
คาถาgāthāคำร้อยกรองไม่ได้แปลว่าคาถาอาคม
วินัยvinayaระเบียบ—
ปาติโมกข์pātimokkhaศีลหลักของภิกษุกลุ่มวัดนาป่าพงสวด 150 ข้อ ซึ่งเป็นประเด็นข้อร้องเรียน
อปริหานิยธรรม 7—ธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความเสื่อม เช่น ประชุมกันเนืองนิตย์ ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติมหาปรินิพพานสูตร
มหาปเทส 4—หลักตรวจสอบคำที่อ้างว่าเป็นคำสอน ให้ “เทียบกับสูตร สอบกับวินัย”มหาปรินิพพานสูตร
สังฆะsaṅghaหมู่—
สังสารวัฏsaṃsāraการเวียนเกิด—
อบาย / ทุคติ / สุคติ—ภพที่ปราศจากความเจริญ / ที่ไปไม่ดี / ที่ไปดี—
สัตว์sattaสัตตสูตร ตามที่หนังสือภพภูมิแปล: “ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ใด ๆ มีอยู่ในรูป...เพราะการติดแล้ว ข้องแล้ว...จึงเรียกว่าสัตว์”หมายถึงผู้ติดข้อง ไม่ได้หมายถึงสัตว์เดรัจฉาน
จิต มโน วิญญาณ—อัสสุตวตาสูตร: สิ่งที่เรียกว่าจิต มโน หรือวิญญาณนี้ เกิดขึ้นดวงหนึ่ง ดับไปดวงหนึ่ง เหมือนลิงจับกิ่งไม้กลุ่มพุทธวจนมีหนังสือชื่อ “จิต มโน วิญญาณ”
ภวังค์bhavaṅgaไม่พบเป็นศัพท์เทคนิคในพระสูตรนิกายหลัก เป็นศัพท์ชั้นอภิธรรม อรรถกถา และคัมภีร์รุ่นหลัง ที่ใช้อธิบาย “วิถีจิต” ราชบัณฑิตฯ ให้ความหมายว่า “ส่วนที่สืบต่อระหว่างปฏิสนธิกับจุติ”ถ้าได้ยินคำนี้ในสายพุทธวจน มักเป็นการยกมาวิจารณ์
อรรถกถา / ฎีกา—คัมภีร์อธิบายชั้นหลังกลุ่มพุทธวจนไม่ใช้
อภิธรรม—ในพระสูตรบางแห่ง คำว่า “อภิธรรม” ไม่ได้หมายถึงพระอภิธรรมปิฎก—
เดรัจฉานวิชา—วิชาที่ขวางทางนิพพาน เช่น ดูฤกษ์ ทำเสน่ห์ ใบ้หวยหนังสือพุทธวจนเล่ม 12

[3] [19] [21] [4]

ตารางท่องจำ: หมวดธรรมที่มาเป็นชุดตามลำดับ

ผู้บรรยายมักพูดชื่อหมวดพร้อมตัวเลข เช่น “นิวรณ์ 5” หรือ “โพชฌงค์ 7” แล้วไล่สมาชิกเร็ว ๆ ตารางนี้เรียงตามจำนวนสมาชิกจากน้อยไปมาก เพื่อให้ท่องและทบทวนง่าย

หมวดธรรมที่มาเป็นชุดตามลำดับ (ใช้ท่องจำ)

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

หมวดธรรมที่มาเป็นชุดตามลำดับ (ใช้ท่องจำ)
หมวดสมาชิกตามลำดับทริกจำ / ที่มา
ไตรสิกขา 3ศีล สมาธิ ปัญญา—
ไตรลักษณ์ 3อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา—
อกุศลมูล 3โลภะ โทสะ โมหะ—
ตัณหา 3กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาอยากได้ อยากเป็น อยากไม่เป็น
ภพ 3กามภพ รูปภพ อรูปภพ—
สังขาร 3กายสังขาร (ลมหายใจ) วจีสังขาร (วิตกวิจาร) จิตตสังขาร (สัญญาเวทนา)จูฬเวทัลลสูตร
เวทนา 3สุข ทุกข์ อทุกขมสุข—
อาสวะ 3กาม ภว อวิชชา—
อริยสัจ 4ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคทุกข์ต้องรู้ สมุทัยต้องละ นิโรธต้องแจ้ง มรรคต้องเจริญ
อุปาทาน 4กาม ทิฏฐิ สีลัพพต อัตตวาท—
อาหาร 4คำข้าว ผัสสะ มโนสัญเจตนา วิญญาณ—
มหาภูต 4ดิน น้ำ ไฟ ลม—
สติปัฏฐาน 4กาย เวทนา จิต ธรรม“กาย-เว-จิ-ธรรม”
สัมมัปปธาน 4สังวร ปหาน ภาวนา อนุรักขนากัน ละ สร้าง รักษา
อิทธิบาท 4ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วีมังสา—
พรหมวิหาร 4เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา—
ฌาน 4ปฐม ทุติย ตติย จตุตถ—
อรูปสมาบัติ 4อากาสานัญจา วิญญาณัญจา อากิญจัญญา เนวสัญญานาสัญญา—
ขันธ์ 5รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ“รู-เว-สัญ-สัง-วิญ”
นิวรณ์ 5กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา—
อินทรีย์ 5 / พละ 5สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา—
กามคุณ 5รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ—
อายตนะภายใน 6ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ—
อายตนะภายนอก 6รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์—
วิญญาณ 6 / ผัสสะ 6 / เวทนา 6 / ตัณหา 6ตามช่องทางทั้ง 6หมวด 6 ซ้อนกันเป็นชั้น
โพชฌงค์ 7สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา—
มรรค 8ทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ สมาธิปัญญา (2) → ศีล (3) → สมาธิ (3)
สังโยชน์ 10เบื้องต่ำ 5 + เบื้องสูง 5 (ดูส่วนที่ 3.7)โสดาบันละได้ 3 อนาคามีละได้ 5 อรหันต์ละได้ 10
ปฏิจจสมุปบาท 12อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ11 อาการ (ลูกศร) เชื่อม 12 องค์
อานาปานสติ 164 หมวด หมวดละ 4 ขั้น (กาย เวทนา จิต ธรรม)—
สักกายทิฏฐิ 20ขันธ์ 5 × 4 แบบจูฬเวทัลลสูตร
โพธิปักขิยธรรม 374+4+4+5+5+7+8—

วลีบาลีที่ได้ยินบ่อยในการบรรยาย

วลีบางวลีเป็นสูตรสำเร็จที่ปรากฏซ้ำในพระสูตรจำนวนมาก เช่น คำขึ้นต้น “เอวํ เม สุตํ” หรือสูตรย่อของปฏิจจสมุปบาท “อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ” เมื่อจำความหมายได้ จะรู้ทันทีว่ากำลังฟังพระสูตรส่วนใด

วลีบาลีที่ได้ยินบ่อยในการบรรยาย พร้อมคำแปล

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

วลีบาลีที่ได้ยินบ่อยในการบรรยาย พร้อมคำแปล
วลีบาลีคำแปลที่มา / ใช้เมื่อ
เอวํ เม สุตํข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้คำขึ้นต้นพระสูตร (พระอานนท์)
ภิกฺขโว / ภิกฺขเวภิกษุทั้งหลายการเรียกผู้ฟัง
ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามิพวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวมูลปริยายสูตร และอีกหลายสูตร
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ ... อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ... เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับสูตรย่อของปฏิจจสมุปบาท
อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารวิภังคสูตร
เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ปิดท้ายสายเกิด
นนฺทิ ทุกฺขสฺส มูลํความเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์มูลปริยายสูตร
นนฺทิกฺขยา ราคกฺขโย ราคกฺขยา นนฺทิกฺขโยเพราะสิ้นนันทิจึงสิ้นราคะ เพราะสิ้นราคะจึงสิ้นนันทินันทิขยสูตร
ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดาดวงตาเห็นธรรม (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร)
เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตานั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเราอนัตตลักขณสูตร
ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว ... นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาภิกษุทั้งหลาย เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ... เที่ยงหรือไม่เที่ยงบทถามตอบเรื่องอนัตตา (อนัตตลักขณสูตร)
ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตาสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตาขันธสังยุต
นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติเมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นลำดับการหลุดพ้น
ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกคำประกาศการบรรลุอรหัตตผล
อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้บทสติปัฏฐาน
กาเย กายานุปสฺสี วิหรติเป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่—
สิกฺขติย่อมสำเหนียก ย่อมทำในบทศึกษาอานาปานสติ
อุปฺปาทา วา ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม (กฎนี้ก็ตั้งอยู่)ปัจจยสูตร
วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา จงยังประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทพระวาจาสุดท้าย มหาปรินิพพานสูตร
อตฺตทีปา วิหรถ ธมฺมทีปาจงมีตนเป็นเกาะ มีธรรมเป็นเกาะมหาปรินิพพานสูตร / หนังสือ “ก้าวย่างอย่างพุทธะ” (พึ่งตน พึ่งธรรม)
สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิเห็นได้เอง ไม่ขึ้นกับกาล เรียกให้มาดูได้ น้อมเข้ามาในตน วิญญูชนรู้ได้เฉพาะตนธรรมคุณ
สุขํ / ทุกฺขํ / อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยติเสวยเวทนาที่เป็นสุข / ทุกข์ / ไม่ทุกข์ไม่สุข“เสวยเวทนา” แปลว่ารู้สึก หรือประสบเวทนานั้น
อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุํพระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตคำปิดท้ายพระสูตร
สาธุดีแล้ว—

[1] [2] [7] [12] [8] [3] [21]

คำแปลไทยต่างฉบับ เลือกคำต่างกัน

มือใหม่มักงงเมื่อได้ยินคำแปลไม่ตรงกับที่เคยอ่าน สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะเนื้อหาต่างกัน แต่เพราะผู้แปลแต่ละฉบับเลือกคำไทยต่างกัน ตัวอย่างที่พบบ่อยมีดังนี้

ตัวอย่างคำที่ฉบับหลวงกับหนังสือพุทธวจนแปลต่างกัน

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ตัวอย่างคำที่ฉบับหลวงกับหนังสือพุทธวจนแปลต่างกัน
คำ / ข้อความพระไตรปิฎกฉบับหลวงหนังสือพุทธวจน
นันทิ (nandī)ความเพลิดเพลิน หรือความยินดีความเพลิน
อินทรียสังวร: เห็นรูปด้วยตาแล้ว…ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะไม่รวบถือเอาทั้งหมด ไม่แยกถือเอาเป็นส่วน ๆ
กลองในอาณิสูตรตะโพนกลองศึก

[1] [5]

คำและประเด็นที่สายพุทธวจนเน้นเป็นพิเศษ

กลุ่มพุทธวจนซึ่งมีพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เป็นผู้บรรยายหลัก ศึกษาเฉพาะพระพุทธพจน์ ไม่อ้างอรรถกถาและฎีกา วิธีที่ใช้คือ อ่านพระสูตร แปลตรง แล้วอธิบายโดยโยงพระสูตรเข้าหากัน เหตุผลที่กลุ่มยกมาบ่อยคืออาณิสูตร ซึ่งเปรียบคำสอนกับกลองอานกะที่ถูกเสริมลิ่มใหม่ไปเรื่อย ๆ จนเนื้อไม้เดิมหมดไป [5]

คำและประเด็นที่สายพุทธวจนเน้น เทียบกับสิ่งที่อยู่ในพระสูตร

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

คำและประเด็นที่สายพุทธวจนเน้น เทียบกับสิ่งที่อยู่ในพระสูตร
ประเด็นสิ่งที่อยู่ในพระสูตรวิธีที่กลุ่มพุทธวจนใช้
อาณิสูตร (กลองอานกะ)ตะโพน หรือกลองศึก (ฉบับพุทธวจน) ของกษัตริย์ทสารหะ แตกแล้วถูกเสริมลิ่มใหม่ไปเรื่อย ๆ จนเนื้อไม้เดิมหายไปหมด ในอนาคต ภิกษุจะไม่ฟังสุตตันตะ “ที่เป็นคำของตถาคต ลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตา” แต่จะฟังสุตตันตะ “ที่กวีแต่งขึ้นใหม่... เป็นคำกล่าวของสาวก”ใช้เป็นเหตุผลหลักในการศึกษาเฉพาะคำของตถาคต และไม่ใช้อรรถกถา
ตถาคตคำที่ทรงใช้เรียกพระองค์เองหนังสือเล่ม “ตถาคต” รวมพระสูตรเกี่ยวกับฐานะของตถาคตไว้
สัทธรรมปฏิรูปธรรมปลอมที่ทำให้สัทธรรมเลือนหายเป็นคำเตือนเรื่องการปนคำสอนอื่นเข้ามา
นันทิมูลปริยายสูตร, นันทิขยสูตร, มิคชาลสูตรยกเป็นจุดที่ “ตัด” ได้ในการปฏิบัติ หนังสือ “มรรควิธีที่ง่าย” มีบท “สิ้นนันทิ สิ้นราคะ ก็สิ้นทุกข์” และ “ความดับทุกข์มี เพราะความดับไปแห่งความเพลิน”
ปฏิจจสมุปบาทที่ถูกต้องวิภังคสูตร, ปัจจยสูตรเน้นใช้นิยามจากพระสูตร มีการสาธยายปฏิจจสมุปบาท และหนังสือรวมพระสูตรเรื่องนี้
สฬายตนะ / อินทรียสังวรสฬายตนสังยุต, อินทริยภาวนาสูตรหนังสือ “อินทรียสังวร” แปลนิมิตและอนุพยัญชนะว่า “รวบถือทั้งหมด” และ “แยกถือเป็นส่วน ๆ”
ปาติโมกข์ 150 ข้อ—ถือปฏิบัติต่างจากคณะสงฆ์ไทยส่วนใหญ่ เมื่อ 20 ส.ค. 2557 มหาเถรสมาคมมีมติยืนยันว่าคณะสงฆ์เถรวาทปฏิบัติตามพระวินัยปิฎกซึ่งกำหนดให้สวดปาฏิโมกข์ 227 ข้อ
การสาธยาย—ให้ความสำคัญกับการท่องพระสูตรออกเสียง

[25]

มุมมองที่ต่างกัน: พระสูตร อรรถกถา และข้อถกเถียง

การเลือกใช้เฉพาะพระสูตรโดยไม่ใช้อรรถกถาเป็นแนวทางที่มีผู้เห็นต่างอยู่จริง ผู้วิจารณ์บางรายชี้ว่าพระไตรปิฎกแปลไทยที่ใช้กันอยู่เองก็มีอิทธิพลของอรรถกถาปนอยู่แล้ว คู่มือนี้ไม่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูก แต่ระบุชั้นของแหล่งที่มาไว้ทุกครั้ง เพื่อให้ผู้เรียนพิจารณาได้เอง

ตัวอย่างงานวิชาการคือวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท (พธ.ม.) ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยพระเกรียงไกร ฐานวุฑฺโฒ (สุวรรณคำ) พ.ศ. 2565 ซึ่งวิเคราะห์ 8 ประเด็นจากคำสอนของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เทียบกับพระไตรปิฎก และมีข้อสรุปว่าแนวทางที่รับเฉพาะพุทธวจนโดยไม่ใช้อรรถกถา คลาดจากพระธรรมวินัยและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด นี่คือข้อสรุปของงานวิจัยชิ้นนั้น ไม่ใช่ข้อตัดสินของคู่มือนี้ [24]

อีกประเด็นที่เป็นข่าวคือการสวดปาฏิโมกข์ 150 ข้อของกลุ่มวัดนาป่าพง ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 มหาเถรสมาคมมีมติยืนยันว่าคณะสงฆ์เถรวาทปฏิบัติตามพระวินัยปิฎก ซึ่งกำหนดให้สวดปาฏิโมกข์ 227 ข้อ [25]

ลำดับการอ่านที่แนะนำสำหรับมือใหม่

มูลนิธิพุทธโฆษณ์จัดพิมพ์หนังสือชุดเล็ก “เปิดธรรมที่ถูกปิด” ตั้งแต่ฉบับที่ 1 ตามรอยธรรม ไปจนถึงฉบับที่ 20 สังโยชน์ ลำดับด้านล่างเรียงตามความยากของศัพท์เพื่อปูพื้น ไม่ใช่ลำดับที่กลุ่มกำหนด หนังสือและไฟล์เสียงหลายเล่มดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของวัดนาป่าพง [26]

  1. ตามรอยธรรม (ฉบับที่ 1): อ่านเพื่อเข้าใจว่าทำไมต้องศึกษาพุทธวจน และเรื่องกลองอานกะในอาณิสูตร
  2. ปฐมธรรม (ฉบับที่ 9): คำสอนพื้นฐาน
  3. มรรควิธีที่ง่าย (ฉบับที่ 4): เล่มหลักเรื่องนันทิ กายคตาสติ และการสิ้นทุกข์
  4. อินทรียสังวร (ฉบับที่ 8): ศัพท์หมวดอายตนะ นิมิต และอนุพยัญชนะ
  5. อานาปานสติ (ฉบับที่ 6): ศัพท์หมวดสติปัฏฐาน โพชฌงค์ และอุเบกขา
  6. คู่มือโสดาบัน (ฉบับที่ 2) และสังโยชน์ (ฉบับที่ 20): ศัพท์หมวดอริยบุคคลและกิเลส
  7. ภพภูมิ (ฉบับที่ 11) และจิต มโน วิญญาณ: ศัพท์ภพ ชาติ วิญญาณ และสัตว์
  8. ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ และอริยสัจจากพระโอษฐ์: เล่มใหญ่ ควรอ่านหลังจากคุ้นศัพท์ในคู่มือนี้แล้ว

เครื่องมือที่ควรเปิดคู่กันขณะเรียน

  • พระไตรปิฎกฉบับหลวงที่ 84000.org ค้นด้วยเลขเล่มและเลขข้อ
  • SuttaCentral มีพระสูตรภาษาบาลีคู่กับคำแปลภาษาอังกฤษ
  • พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ และพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
  • พจนานุกรมบาลี–อังกฤษ เช่น Pali Text Society Dictionary และ Digital Pali Dictionary
  • คลังเสียงและหนังสือของกลุ่มพุทธวจน ที่ watnapp.com

[27] [28] [26]

ข้อควรระวังในการใช้คู่มือนี้

  • ชื่อพระสูตรในคู่มือนี้ใช้ชื่อที่เรียกกันทั่วไป บางฉบับตั้งชื่อต่างออกไป เช่น ฉบับหลวงเรียกธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่าตถาคตสูตรที่ 1 และเรียกอนัตตลักขณสูตรว่าปัญจวัคคิยสูตร ถ้าต้องการเปิดอ่านต้นฉบับ ให้ดูเลขเล่มและข้อในแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ
  • คำอ้างจากหนังสือพุทธวจนบางส่วนตรวจจากสำเนาบนเว็บ ไม่ได้เทียบกับ PDF ทางการทุกบรรทัด
  • ผู้เรียบเรียงไม่พบถ้อยคำของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ที่อธิบายนันทิหรือภพชาติในชีวิตประจำวันโดยตรง สิ่งที่ยกมาคือคำแปลพระสูตรในหนังสือของกลุ่ม ถ้าต้องการรู้จุดยืนที่แน่ชัด ควรฟังจากคลังเสียงบรรยายต้นฉบับ
  • ความหมายในตารางเป็นฉบับย่อเพื่อปูพื้น ไม่ได้แทนการอ่านพระสูตรเต็ม และคำแปลไทยทุกฉบับ รวมทั้งฉบับที่กลุ่มพุทธวจนใช้ ล้วนมีการตีความอยู่ในตัว

คำถามที่พบบ่อย

ควรเริ่มเรียนศัพท์บาลีสำหรับฟังพุทธวจนจากคำไหน

เริ่มจาก 30 คำแกน โดยเฉพาะชุด นันทิ อุปาทาน ภพ ชาติ ทุกข์ ร่วมกับขันธ์ 5 อายตนะ 6 และอริยสัจ 4 คำในหมวดอื่นส่วนใหญ่ต่อยอดจากคำเหล่านี้ [1] [6]

นันทิแปลว่าอะไร ต่างจากความสุขอย่างไร

นันทิแปลว่าความเพลิน คืออาการที่ใจจมแช่ลงไปในสิ่งที่รับรู้ สุขเวทนาเป็นเพียงความรู้สึกสุขซึ่งไม่ผิด ส่วนการเข้าไปเพลินในสุขนั้นคือนันทิ ซึ่ง มูลปริยายสูตร กล่าวว่าเป็นมูลแห่งทุกข์ [1] [7]

อุเบกขาแปลว่าเฉยเมยใช่ไหม

ไม่ใช่ อุเบกขาในพระสูตรคือการวางใจเป็นกลางขณะที่ยังเฝ้าดูอยู่ ความเฉยแบบไม่รู้ไม่เห็นใกล้กับอุเบกขาอาศัยเรือนของปุถุชน ซึ่ง สฬายตนวิภังคสูตร สอนให้อาศัยอุเบกขาที่เกิดจากการเห็นความไม่เที่ยงละเสีย [14] [22]

วิญญาณในพระสูตรคือผีหรือดวงวิญญาณหรือไม่

ไม่ใช่ วิญญาณในพระสูตรคือการรู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเกิดดับอยู่ตลอด มหาตัณหาสังขยสูตร ทรงแก้ความเห็นของภิกษุสาติที่เข้าใจว่าวิญญาณดวงเดิมแล่นไปท่องเที่ยวข้ามภพ [2] [15]

สังขารในพระสูตรหมายถึงร่างกายหรือไม่

ไม่ใช่ สังขารหมายถึงตัวการที่ปรุงแต่ง หรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง ในปฏิจจสมุปบาทมีสังขาร 3 คือ กายสังขาร (ลมหายใจ) วจีสังขาร (วิตกวิจาร) และจิตตสังขาร (สัญญาและเวทนา) ตาม จูฬเวทัลลสูตร [10] [9]

ทำไมคำแปลพุทธวจนกับพระไตรปิฎกฉบับหลวงจึงไม่เหมือนกัน

เพราะผู้แปลเลือกคำไทยต่างกัน เช่น nandī ฉบับหลวงแปลว่าความเพลิดเพลิน หนังสือพุทธวจนแปลว่าความเพลิน และอินทรียสังวร ฉบับหลวงใช้ ไม่ถือนิมิต ส่วนพุทธวจนใช้ ไม่รวบถือเอาทั้งหมด ควรเทียบหลายฉบับและระบุฉบับทุกครั้งที่อ้างอิง [1]

พระสูตรใดนิยามศัพท์ไว้เอง

วิภังคสูตร นิยามปฏิจจสมุปบาท 12 องค์ มัคควิภังคสูตร นิยามมรรค 8 ขัชชนิยสูตร อธิบายขันธ์ 5 และจูฬเวทัลลสูตร นิยามสักกายทิฏฐิกับสังขาร 3 [2] [11] [9] [10]

แหล่งอ้างอิง

  1. มูลปริยายสูตร (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 12 ข้อ 9) — ข้อความ “ความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์”
  2. วิภังคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 4) — พระพุทธเจ้าทรงจำแนกองค์ปฏิจจสมุปบาททีละองค์ เริ่มนิยามที่ข้อ 6
  3. ปัจจยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 61) — ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย ยังดำรงอยู่
  4. อัสสุตวตาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 232) — อุปมาจิตเหมือนวานรจับกิ่งไม้
  5. อาณิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 672) — ฉบับหลวงแปลกลองอานกะว่า “ตะโพน”
  6. สมาธิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 17 ข้อ 28) — ฉบับหลวงใช้คำว่า “ความยินดีในรูป นั่นเป็นอุปาทาน”
  7. นันทิขยสูตรที่ 1 (ฉบับหลวง เล่ม 17 ข้อ 103) — เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด
  8. ปัญจวัคคิยสูตร หรืออนัตตลักขณสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 17 ข้อ 127)
  9. ขัชชนิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 17 ข้อ 158) — ว่าด้วยขันธ์ 5 และเหตุที่ขันธ์แต่ละขันธ์ได้ชื่อนั้น
  10. จูฬเวทัลลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 12 ข้อ 505) — สักกายทิฏฐิ (ข้อ 507) และสังขาร 3 (ข้อ 509)
  11. วิภังคสูตร หรือมัคควิภังค์ (ฉบับหลวง เล่ม 19 ข้อ 33) — นิยามองค์มรรคทั้ง 8
  12. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ฉบับหลวงใช้ชื่อ ตถาคตสูตรที่ 1 เล่ม 19 ข้อ 1664)
  13. อานาปานสติสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 14 ข้อ 282)
  14. สฬายตนวิภังคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 14 ข้อ 629) — อุเบกขาอาศัยเรือนและอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ
  15. มหาตัณหาสังขยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 12 ข้อ 440) — ความเห็นของสาติภิกษุว่าวิญญาณดวงเดิมท่องเที่ยวไป
  16. สัพพสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 18 ข้อ 24)
  17. สูตรแรกในชัมพุขาทกสังยุต (ฉบับหลวง เล่ม 18 ข้อ 497) — นิยามนิพพานว่าความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ
  18. เกสปุตตสูตร หรือกาลามสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 20 ข้อ 505)
  19. นิพเพธิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 22 ข้อ 334) — เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม
  20. สังโยชนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 24 ข้อ 13)
  21. มหาปรินิพพานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม 10 ข้อ 67) — รวมหลักมหาปเทส 4 และพระวาจาสุดท้าย
  22. พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (ป.อ. ปยุตฺโต): อุเบกขา
  23. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม: พรหมวิหาร 4 — อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง
  24. พระเกรียงไกร ฐานวุฑฺโฒ (สุวรรณคำ). ศึกษาวิเคราะห์การเผยแผ่คำสอนของพระสงฆ์ไทยที่มีผลกระทบต่อพระธรรมวินัย: ศึกษาเฉพาะกรณีพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล. วิทยานิพนธ์ พธ.ม. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2565
  25. คมชัดลึก: มติมหาเถรสมาคม 20 สิงหาคม 2557 เรื่องการสวดปาฏิโมกข์
  26. วัดนาป่าพง: หนังสือพุทธวจน (watnapp.com) — หนังสือและไฟล์เสียงของกลุ่มพุทธวจน
  27. SuttaCentral: พระสูตรภาษาบาลีพร้อมคำแปล
  28. Digital Pali Dictionary