บทความนี้เรียบเรียงอย่างไร

บทความนี้ปูพื้นหัวข้อ “จิต มโน วิญญาณ และภพภูมิ” ตามคลิปบรรยายของช่องพุทธวจน มูลนิธิพุทธโฆษณ์ ที่ฝังไว้ด้านบน โดยอธิบายจากตัวพระสูตรด้วยภาษาง่าย และใช้ภาพแทนอุปมาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นเอง ข้อความในเครื่องหมายคำพูดยกมาจากพระไตรปิฎกฉบับหลวง ส่วนตัวอย่างในชีวิตประจำวันเป็นการเทียบเคียงของผู้เรียบเรียง [18]

จิต มโน วิญญาณ: สามชื่อของสิ่งที่เกิดดับไม่หยุด

ในอัสสุตวตาสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึง “จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” ในประโยคเดียวกัน แล้วตรัสว่าสิ่งนี้ “ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน” ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าสามคำนี้เป็นของสามชิ้นแยกกัน แต่คือทั้งสามชื่อชี้ไปที่การรู้ซึ่งเกิดดับต่อเนื่องอยู่ตลอด [1]

พระสูตรเดียวกันยังกล่าวว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับจะยึดร่างกายเป็นตัวตน “ยังชอบกว่า” ยึดจิต เพราะร่างกายยังดำรงอยู่ได้ปีหนึ่ง สองปี ไปจนถึงร้อยปี แต่สิ่งที่เรียกว่าจิต มโน วิญญาณ เปลี่ยนไปทั้งคืนทั้งวัน ข้อความนี้ไม่ได้ชวนให้ยึดร่างกาย แต่ชี้ว่าสิ่งที่คนมักคิดว่าเป็น “ตัวเราแท้ ๆ” นั้น แท้จริงเปลี่ยนเร็วที่สุด [1]

ทั้งสามคำใช้เรียกการรู้เดียวกัน แต่พระสูตรมักใช้แต่ละคำในบริบทต่างกัน

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ทั้งสามคำใช้เรียกการรู้เดียวกัน แต่พระสูตรมักใช้แต่ละคำในบริบทต่างกัน
คำบาลีมักพบในบริบทตัวอย่างจากพระสูตร
จิตcittaภาวะของใจที่ฝึกได้ เศร้าหมองได้ และเปลี่ยนเร็วไม่มีธรรมอื่นที่เปลี่ยนเร็วเหมือนจิต และ “จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแลเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา” (อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต)
มโนmanoใจในฐานะช่องทางที่ 6 และเป็นหัวหน้าของการกระทำ“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า” (ธรรมบท)
วิญญาณviññāṇaการรู้แจ้งที่เกิดผ่าน 6 ช่องทาง เพราะอาศัยปัจจัยวิญญาณ 6 หมวด คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ (วิภังคสูตร)

[3] [4] [5] [6]

ภาพที่ 1: ลิงที่จับกิ่งไม้ไม่หยุด

ภาพวาดลิงสามจังหวะ จังหวะที่ 1 ห้อยจับกิ่งซ้าย จังหวะที่ 2 ปล่อยกิ่งลอยกลางอากาศ จังหวะที่ 3 คว้ากิ่งขวา พร้อมข้อความว่าจิต มโน วิญญาณ ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน
จับกิ่งหนึ่ง ปล่อยกิ่งนั้น แล้วยึดเอากิ่งอื่น เหมือนการรู้ที่ดวงหนึ่งดับแล้วดวงใหม่เกิดต่อ (ภาพประกอบสร้างด้วย AI) [2]

อุปมาที่พระพุทธเจ้าทรงใช้คือ “วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น” แล้วตรัสว่าจิตก็ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปฉันนั้น [2]

ลองสังเกตตอนเลื่อนดูโทรศัพท์ ใจจับภาพหนึ่ง ทันใดก็ไปจับเสียงแจ้งเตือน แล้วไปคิดถึงงานพรุ่งนี้ เราไม่เคยเห็น “ใจดวงเดิม” นิ่งอยู่นาน สิ่งที่เห็นคือการจับแล้วปล่อยต่อกันเป็นสาย การเห็นแบบนี้คือจุดเริ่มที่พระสูตรชวนให้คลายความยึดว่าจิตเป็นตัวตน

วิญญาณไม่ใช่ “ดวงวิญญาณ” ที่ท่องเที่ยวไป

ภาษาไทยทั่วไปใช้คำว่าวิญญาณหมายถึงผีหรือดวงวิญญาณ แต่ในพระสูตรความหมายต่างออกไป มหาตัณหาสังขยสูตรเล่าถึงสาติภิกษุ ผู้เข้าใจว่า “วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุทั้งหลายทูลตอบ และพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันจึงเกิดขึ้น “ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัย มิได้มี” [8] [9]

ภาพวาดกองไฟสามกองในยามค่ำ กองซ้ายลุกบนท่อนไม้ เขียนว่าไฟไม้ กองกลางลุกบนกำหญ้าแห้ง เขียนว่าไฟหญ้า กองขวาลุกบนกองแกลบ เขียนว่าไฟแกลบ
ไฟเหมือนกัน แต่เราเรียกชื่อตามเชื้อที่มันอาศัย คือไฟไม้ ไฟหญ้า ไฟแกลบ วิญญาณก็ถูกเรียกตามช่องทางที่อาศัยเกิดในทำนองเดียวกัน (ภาพประกอบสร้างด้วย AI) [10]

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่า “ไฟอาศัยเชื้อใด ๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้น ๆ ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟไม้” วิญญาณที่อาศัยตาและรูปเกิดขึ้นก็เรียกว่าจักษุวิญญาณ ที่อาศัยหูและเสียงก็เรียกว่าโสตวิญญาณ ไม่มีไฟดวงใดที่ย้ายจากกองไม้ไปกองหญ้าได้ทั้งดวง วิญญาณก็ไม่ได้ย้ายจากตาไปหูเป็นดวงเดิม [10]

วิญญาณถูกเรียกชื่อตามปัจจัย เหมือนไฟถูกเรียกชื่อตามเชื้อ

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

วิญญาณถูกเรียกชื่อตามปัจจัย เหมือนไฟถูกเรียกชื่อตามเชื้อ
ไฟ (เรียกตามเชื้อ)วิญญาณ (เรียกตามช่องทาง)อาศัยอะไรเกิด
ไฟไม้จักษุวิญญาณ (การเห็น)ตา + รูป
ไฟป่าโสตวิญญาณ (การได้ยิน)หู + เสียง
ไฟหญ้าฆานวิญญาณ (การรู้กลิ่น)จมูก + กลิ่น
ไฟโคมัยชิวหาวิญญาณ (การรู้รส)ลิ้น + รส
ไฟแกลบกายวิญญาณ (การรู้สัมผัส)กาย + สิ่งที่กระทบกาย
ไฟหยากเยื่อมโนวิญญาณ (การรู้ทางใจ)ใจ + ธรรมารมณ์

[10] [6]

วิญญาณเกิดขึ้นได้อย่างไร: ตา รูป และการเห็น

ภาพวาดดอกบัวสีชมพูในสระด้านซ้าย มีจุดแสงลากไปยังดวงตาด้านขวาซึ่งสะท้อนภาพดอกบัวในตาดำ ป้ายกำกับว่า รูป ตา จักษุวิญญาณ และตา รูป การเห็น ประชุมกันเป็นผัสสะ
ตาเป็นช่องทาง ดอกบัวเป็นรูป เมื่อสองอย่างนี้พบกันจึงเกิดการเห็น และเมื่อทั้งสามประชุมกันเรียกว่าผัสสะ (ภาพประกอบสร้างด้วย AI) [11]

พระสูตรในนิทานวรรคอธิบายลำดับไว้สั้นมากว่า “เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ” จากผัสสะจึงมีเวทนา คือรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ แล้วต่อไปถึงตัณหา [11]

  1. มีตาที่ยังทำงานได้ (ช่องทาง)
  2. มีรูปมาอยู่ตรงหน้า (สิ่งที่ถูกรู้)
  3. เกิดการเห็น คือจักขุวิญญาณ
  4. ตา รูป และการเห็นประชุมกัน เรียกว่าผัสสะ
  5. ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา คือรู้สึกชอบ ไม่ชอบ หรือเฉย ๆ

[11]

ตัวอย่างง่าย ๆ คือได้ยินใครเรียกชื่อเราในที่คนพลุกพล่าน หูกับเสียงพบกัน การได้ยินจึงเกิด ถ้าไม่มีเสียงนั้น การได้ยินชื่อเราก็ไม่เกิด วิญญาณจึงไม่ใช่สิ่งที่รออยู่ก่อน แต่เกิดขึ้นเมื่อปัจจัยครบ

ภพคืออะไร: ไร่นา เมล็ดพืช และยาง

วิภังคสูตรนิยามไว้ว่า “ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ” ส่วนคำถามว่าภพเกิดขึ้นได้อย่างไร มีคำตอบในภวสูตร เมื่อพระอานนท์ทูลถามว่า “ภพย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงไร” [7] [12]

ภาพวาดนาข้าวมีน้ำขังและภาพตัดขวางใต้ดิน เห็นเมล็ดพืชแตกรากและยอดอ่อน มีหยดน้ำในดิน ป้ายกำกับว่า นาเท่ากับกรรม เมล็ดพืชเท่ากับวิญญาณ และความชุ่มชื้นเท่ากับตัณหา
นาเป็นที่ให้พืชตั้งอยู่ ความชุ่มชื้นทำให้พืชงอก ภวสูตรเปรียบกรรมเป็นไร่นา วิญญาณเป็นพืช และตัณหาเป็นยาง (ภาพประกอบสร้างด้วย AI) [12]

พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยอุปมาว่า “กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง” สำหรับสัตว์ “ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ” วิญญาณจึงประดิษฐานอยู่ในธาตุอย่างเลว อย่างกลาง หรืออย่างประณีต “จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก” [12]

ภวสูตรอธิบายการเกิดภพด้วยองค์ประกอบสามอย่าง

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

ภวสูตรอธิบายการเกิดภพด้วยองค์ประกอบสามอย่าง
ในอุปมาในพระสูตรทำหน้าที่อะไร
ไร่นากรรมเป็นที่ตั้งให้พืชลงหลัก
เมล็ดพืชวิญญาณสิ่งที่จะงอกขึ้นเป็นภพ
ยาง (ความชุ่มชื้น)ตัณหาทำให้พืชงอกได้
ธาตุอย่างเลว / กลาง / ประณีตกามธาตุ / รูปธาตุ / อรูปธาตุระดับของภพที่วิญญาณไปตั้งอยู่

[12] [7]

พืช 5 อย่าง ดิน และน้ำ: วิญญาณงอกงามเพราะอะไร

ภาพวาดแบ่งสองฝั่ง ฝั่งซ้ายเหง้า กิ่งปักชำ ข้อ ยอด และเมล็ด วางแห้งบนจาน ไม่งอก ฝั่งขวาพืชห้าต้นงอกในถาดดินชุ่มน้ำ
เมล็ดที่ดีแต่ไม่มีดินและน้ำย่อมไม่งอก เมื่อมีทั้งดินและน้ำจึงงอกงาม พีชสูตรใช้ภาพนี้อธิบายการตั้งอยู่ของวิญญาณ (ภาพประกอบสร้างด้วย AI) [13]

ในพีชสูตร พระพุทธเจ้าทรงยกพืช 5 อย่าง คือ พืชที่งอกจากเหง้า จากลำต้น จากข้อ จากยอด และจากเมล็ด ถ้ามีพืชแต่ไม่มีดินและน้ำ พืชก็ไม่งอก แล้วทรงอธิบายว่า “พึงเห็นวิญญาณฐิติ 4 เหมือนปฐวีธาตุ พึงเห็นความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน เหมือนอาโปธาตุ พึงเห็นวิญญาณพร้อมด้วยอาหาร เหมือนพืช 5 อย่าง” [13]

อุปายสูตรซึ่งอยู่ติดกันอธิบายด้านกลับว่า เมื่อละความกำหนัดได้ “ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป” พระสูตรยังกล่าวว่าไม่อาจบัญญัติการมา การไป จุติ หรืออุปบัติของวิญญาณ โดยแยกออกจากรูป เวทนา สัญญา และสังขารได้ [14]

แสงแดดที่ไม่มีฝาให้ตกกระทบ

ภาพวาดห้องสองห้อง ห้องซ้ายแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างไปตกที่ฝาไม้ด้านตรงข้าม ห้องขวาไม่มีฝา ไม่มีพื้น มีแต่ท้องฟ้า แสงจึงไม่ตกกระทบที่ใด
แสงแดดตกกระทบฝาด้านตะวันตกเพราะมีฝารองรับ ถ้าไม่มีฝา ไม่มีพื้น และไม่มีน้ำ แสงก็ไม่ตั้งอยู่ที่ใด (ภาพประกอบสร้างด้วย AI) [15]

อัตถิราคสูตรใช้ภาพเรือนที่มีหน้าต่างด้านทิศตะวันออก เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น แสงสว่างส่องเข้าทางหน้าต่างไปตั้งอยู่ที่ฝาด้านตะวันตก ถ้าไม่มีฝา แสงก็ตั้งอยู่ที่พื้น ถ้าไม่มีพื้น ก็ตั้งอยู่ที่น้ำ และถ้าไม่มีน้ำ ภิกษุทั้งหลายทูลตอบว่า “ไม่ตั้งอยู่เลย พระเจ้าข้า” [15]

พระพุทธเจ้าทรงเทียบกับอาหาร 4 คือ อาหารคือคำข้าว ผัสสะ มโนสัญเจตนา และวิญญาณ ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีความเพลิน ไม่มีตัณหาในอาหารเหล่านี้ วิญญาณก็ไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงาม และนามรูป ภพ ชาติ ชรามรณะต่อจากนั้นก็ไม่มี [15]

สิ่งที่ตั้งใจ คิดวน และค้างใจ คือที่ตั้งของวิญญาณ

เจตนาสูตรบอกว่า “ภิกษุย่อมจงใจ ย่อมดำริ และครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารัมมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ” เมื่อวิญญาณตั้งมั่นและเจริญขึ้นแล้ว “ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปจึงมี” [16]

ในชีวิตประจำวัน เราอาจสังเกตได้จากเรื่องที่ค้างใจ เช่น คำพูดของใครคนหนึ่งที่ทำให้ไม่พอใจ เรากลับไปคิดถึงซ้ำ วางแผนจะพูดตอบ และเล่าให้คนอื่นฟัง เรื่องนั้นจึงกลายเป็นที่ใจกลับไปเกาะอยู่บ่อย ๆ ตัวอย่างนี้เป็นการเทียบเคียง เพื่อให้เห็นว่าคำว่า “ที่ตั้ง” ในพระสูตรใกล้ตัวเพียงใด

สัตว์คือผู้ที่ยังข้องอยู่: เด็กกับเรือนทราย

ภาพวาดเด็กสองคนบนชายหาดยามเย็น คนซ้ายนั่งก่อเรือนทรายอย่างตั้งใจ ป้ายว่ายังหวงแหน ยังยึดถือ คนขวาเตะเรือนทรายจนพังกระจาย ป้ายว่าหมดความกำหนัดก็รื้อทิ้งได้
ตราบใดที่เด็กยังรักเรือนทราย ก็หวงและเล่นอยู่กับมัน เมื่อหมดความกำหนัดก็รื้อทิ้งได้เอง สัตตสูตรใช้ภาพนี้อธิบายการคลายความยึดในขันธ์ (ภาพประกอบสร้างด้วย AI) [17]

ในสัตตสูตร พระราธะทูลถามว่าที่เรียกว่า “สัตว์” นั้นเพราะอะไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะ “เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่าสัตว์” และอย่างเดียวกันกับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ [17]

แล้วทรงเปรียบกับ “เด็กชายหรือเด็กหญิง เล่นอยู่ตามเรือนฝุ่นทั้งหลาย” ตราบใดที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในเรือนฝุ่น เด็กก็ “ย่อมอาลัย ย่อมอยากเล่น ย่อมหวงแหน ย่อมยึดถือ” แต่เมื่อหมดความกำหนัดแล้ว ก็ “ย่อมรื้อ … ทำเรือนฝุ่นเหล่านั้นให้เล่นไม่ได้ ด้วยมือและเท้า” พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้ “ทำรูปให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา” และอย่างเดียวกันกับเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ [17]

ภพภูมิ: เข้าใจให้ครบทั้งสองด้าน

พระสูตรที่ยกมาพูดถึงภพในความหมายของการเกิดในภพใหม่ เช่น ภวสูตรกล่าวว่า “จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก” และเจตนาสูตรกล่าวว่า “ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปจึงมี” ขณะเดียวกัน พระสูตรอย่างพีชสูตรและอัตถิราคสูตรก็ชี้ให้เห็นกลไกที่สังเกตได้ในขณะนี้ คือวิญญาณตั้งอยู่เพราะความเพลินและความกำหนัด [12] [16] [13] [15]

สรุปอุปมาทั้งหมดในตารางเดียว

อุปมาในบทความนี้ และสิ่งที่แต่ละอุปมาช่วยให้เข้าใจ

เลื่อนตารางเพื่อดูคอลัมน์อื่น ↔

อุปมาในบทความนี้ และสิ่งที่แต่ละอุปมาช่วยให้เข้าใจ
อุปมาช่วยให้เข้าใจว่าพระสูตร
ลิงจับกิ่งไม้จิต มโน วิญญาณ เกิดดับต่อกันไม่หยุดอัสสุตวตาสูตร
ไฟเรียกชื่อตามเชื้อวิญญาณไม่ใช่ดวงเดิมที่ท่องเที่ยว แต่เกิดและถูกเรียกตามปัจจัยมหาตัณหาสังขยสูตร
ไร่นา เมล็ดพืช ยางภพเกิดเพราะกรรม วิญญาณ และตัณหาประกอบกันภวสูตร
พืช 5 อย่างกับดินและน้ำวิญญาณงอกงามเพราะมีที่ตั้งและมีความเพลินพีชสูตร และอุปายสูตร
แสงแดดกับฝาถ้าไม่มีความกำหนัด วิญญาณก็ไม่ตั้งอยู่อัตถิราคสูตร
เด็กกับเรือนทรายเมื่อหมดความพอใจ ก็คลายความยึดได้เองสัตตสูตร

[2] [10] [12] [13] [15] [17]

ลองสังเกตในชีวิตประจำวัน

ข้อสังเกตด้านล่างเป็นแนวทางเริ่มต้นสำหรับผู้ศึกษา ไม่ใช่วิธีปฏิบัติที่กำหนดไว้ในพระสูตรทีละข้อ

  • ทุกครั้งที่ใจไปจับเรื่องใหม่ ลองนึกถึงภาพลิงที่เปลี่ยนกิ่ง แล้วสังเกตว่าเรื่องเก่าดับไปแล้ว
  • เมื่อเห็นหรือได้ยินอะไร ลองถามตัวเองว่าการรู้ครั้งนี้เกิดทางช่องไหน ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ
  • สังเกตว่าเรื่องไหนที่เรากลับไปคิดวนบ่อย เรื่องนั้นคือที่ที่ใจไปตั้งอยู่
  • สังเกตจังหวะที่ “เพลิน” ระหว่างวัน เช่น ดูคลิปต่อเนื่องจนลืมเวลา นั่นคือน้ำที่ทำให้เมล็ดงอก
  • อ่านพระสูตรที่อ้างไว้ท้ายบทความทีละสูตร แล้วฟังคลิปต้นทางประกอบ

คำถามที่พบบ่อย

จิต มโน วิญญาณ ต่างกันอย่างไร

ในอัสสุตวตาสูตร ทั้งสามคำใช้เรียกการรู้ที่เกิดดับต่อเนื่องเหมือนกัน แต่พระสูตรมักใช้แต่ละคำในบริบทต่างกัน จิตมักพูดถึงภาวะที่ฝึกได้และเศร้าหมองได้ มโนมักพูดถึงใจในฐานะช่องทางที่ 6 และหัวหน้าของการกระทำ ส่วนวิญญาณมักพูดถึงการรู้แจ้งทาง 6 ช่องที่เกิดเพราะปัจจัย [1] [4] [5] [6]

วิญญาณในพระพุทธศาสนาคือผีหรือดวงวิญญาณหรือไม่

ไม่ใช่ ในมหาตัณหาสังขยสูตร พระพุทธเจ้าทรงแก้ความเห็นของสาติภิกษุที่เชื่อว่าวิญญาณดวงเดิมแล่นไปท่องเที่ยวไป และตรัสว่าวิญญาณเกิดเพราะอาศัยปัจจัย เว้นจากปัจจัยก็เกิดไม่ได้ [8] [10]

ภพ 3 มีอะไรบ้าง

วิภังคสูตรนิยามว่า ภพ 3 คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ [7]

กรรมเป็นนา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็นยาง หมายความว่าอย่างไร

เป็นอุปมาในภวสูตรที่อธิบายว่าภพเกิดได้อย่างไร กรรมเป็นที่ตั้งเหมือนไร่นา วิญญาณเป็นสิ่งที่จะงอกเหมือนเมล็ดพืช และตัณหาเป็นความชุ่มชื้นที่ทำให้งอก วิญญาณจึงประดิษฐานในธาตุอย่างเลว กลาง หรือประณีต แล้วจึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก [12]

ทำอย่างไรวิญญาณจึงไม่ตั้งอยู่

อัตถิราคสูตรและอุปายสูตรกล่าวว่า เมื่อไม่มีราคะ ความเพลิน และตัณหาในอาหาร 4 หรือในขันธ์ วิญญาณก็ไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม และหลุดพ้น เหมือนแสงแดดที่ไม่มีฝาให้ตกกระทบ [15] [14]

แหล่งอ้างอิง

  1. อัสสุตวตาสูตรที่ 1 (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 231) — จิต มโน วิญญาณ ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ทั้งกลางคืนและกลางวัน และเหตุที่ยึดกายยังชอบกว่ายึดจิต
  2. อัสสุตวตาสูตรที่ 1 (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 232) — อุปมาวานรจับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น
  3. อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 20 ข้อ 49) — ไม่มีธรรมอื่นใดที่เปลี่ยนแปลงเร็วเหมือนจิต
  4. อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 20 ข้อ 50) — จิตนี้ผุดผ่อง แต่เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา
  5. ธรรมบท ยมกวรรค (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 25 ข้อ 11) — ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า
  6. วิภังคสูตร นิยามวิญญาณ 6 หมวด (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 15)
  7. วิภังคสูตร นิยามภพ 3 (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 8) — กามภพ รูปภพ อรูปภพ
  8. มหาตัณหาสังขยสูตร (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 12 ข้อ 440) — ความเห็นของสาติภิกษุว่าวิญญาณดวงเดิมท่องเที่ยวไป
  9. มหาตัณหาสังขยสูตร (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 12 ข้อ 443) — ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัย มิได้มี
  10. มหาตัณหาสังขยสูตร (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 12 ข้อ 444) — วิญญาณถูกเรียกตามปัจจัยที่อาศัยเกิด เหมือนไฟเรียกตามเชื้อ
  11. สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 164) — เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ
  12. ภวสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 20 ข้อ 516) — หน้าเว็บ 84000 พิมพ์ชื่อสูตรว่า “นวสูตร”; กรรมเป็นไร่นา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็นยาง
  13. พีชสูตร (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 17 ข้อ 107) — วิญญาณฐิติ 4 เหมือนดิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินเหมือนน้ำ วิญญาณพร้อมด้วยอาหารเหมือนพืช 5 อย่าง
  14. อุปายสูตร (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 17 ข้อ 105) — วิญญาณอันไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม หลุดพ้นไป
  15. อัตถิราคสูตร (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 249) — อุปมาแสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างไปตั้งอยู่ที่ฝาด้านตะวันตก
  16. เจตนาสูตรที่ 1 (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 16 ข้อ 145) — สิ่งที่จงใจ ดำริ และครุ่นคิด เป็นอารัมมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ
  17. สัตตสูตร (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 17 ข้อ 367) — ผู้ข้องอยู่ในขันธ์จึงเรียกว่าสัตว์ และอุปมาเด็กเล่นเรือนฝุ่น
  18. หนังสือพุทธวจน ฉบับที่ 17 “จิต มโน วิญญาณ” (มูลนิธิพุทธโฆษณ์, ไฟล์ PDF) — รวมพระสูตรเรื่องจิต มโน วิญญาณ สำหรับอ่านต่อ